การฝึกฟังภาษาอังกฤษให้เก่งขึ้นไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่เป็นเรื่องของวิธีฝึกที่ถูกต้องและความสม่ำเสมอ หลายคนเริ่มต้นจากศูนย์และคิดว่าต้องไปเรียนเมืองนอกหรือมีเพื่อนต่างชาติถึงจะพูดได้ ความจริงแล้วมีเทคนิคฝึกฟังภาษาอังกฤษที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลกับคนไทยจำนวนมาก และวันนี้ผมจะแชร์ประสบการณ์ตรงจากการสอนนักเรียนหลายร้อยคนว่าทำไมบางคนเก่งขึ้นไว ในขณะที่บางคนเรียนเป็นสิบปียังฟังไม่ออกสักที
ทำไมฟังภาษาอังกฤษไม่ออกทั้งที่เรียนมาตั้งนาน
ถ้าคุณรู้สึกว่าฟัง native speaker พูดแล้วจับใจความไม่ได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “หู” แต่เป็นเพราะสมองของคุณยังไม่ได้ถูกฝึกให้ประมวลผลเสียงแบบที่เจ้าของภาษาใช้จริง เวลาฝึกฟังภาษาอังกฤษจากซีรีส์หรือเพลงแล้วไม่เข้าใจ สาเหตุหลักมาจากเราเคยชินกับการฟังสำเนียงในห้องเรียนที่ช้าและชัดเจนเกินไป พอเจอเสียงพูดจริงที่มีการกล้ำเสียง การตัดคำ และความเร็วระดับธรรมชาติ ก็เลยตามไม่ทัน
อีกหนึ่งปัญหาที่พบบ่อยคือการพยายามแปลทุกคำเป็นภาษาไทยในหัวก่อนจะเข้าใจ ความเคยชินนี้ทำให้การฟังล่าช้าและไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ทัน สมองของคนที่ฟังเก่งจะไม่ได้แปลเป็นภาษาไทย แต่จะจับภาพความหมายโดยตรงจากภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนด้วยวิธีที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่เปิดคลิปทิ้งไว้แล้วหวังว่าหูจะชินเอง
การฟังให้ออกต้องอาศัยการฝึกแบบ intensive listening และ extensive listening ควบคู่กัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าต้องแยกฝึกสองแบบนี้ต่างกันอย่างไร หลายคนฟังแต่แบบ passive คือเปิดทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่ได้โฟกัสกับรายละเอียดของเสียง คำศัพท์ หรือโครงสร้างประโยค ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นศูนย์แม้จะใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมง
เทคนิคฝึกฟังภาษาอังกฤษสำหรับคนเริ่มต้นจากศูนย์
สำหรับคนที่พื้นฐานอ่อนมากหรือแทบไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษมานาน สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การดูซีรีส์เรื่องโปรดแบบไม่เปิดซับ แต่คือการเริ่มจากสื่อที่ออกแบบมาสำหรับผู้เรียนโดยเฉพาะ โดยเลือกเนื้อหาที่ยากกว่าความสามารถจริงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น วิธีนี้เรียกว่า comprehensible input ซึ่งเป็นแนวคิดที่นักภาษาศาสตร์ทั่วโลกยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด
British Council ได้เผยแพร่ข้อมูลว่า ผู้เรียนที่ใช้เวลาฝึกฟังอย่างมีสมาธิวันละ 15-20 นาทีอย่างต่อเนื่อง จะพัฒนาได้เร็วกว่าคนที่ฟังแบบเปิดทิ้งไว้วันละ 2 ชั่วโมงถึง 3 เท่า เพราะการฝึกแบบมีเป้าหมายช่วยให้สมองจดจำเสียงและรูปแบบประโยคได้จริง การฝึกฟังภาษาอังกฤษในระยะแรกควรเลือกบทสนทนาสั้นๆ ที่มีคำศัพท์พื้นฐาน แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับความยากขึ้นเรื่อยๆ
ผมแนะนำให้นักเรียนเริ่มจากพอดแคสต์สำหรับผู้เรียนภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งสคริปต์ให้เปิดดูและมีคำอธิบายเพิ่มเติม วิธีฝึกคือ ฟังรอบแรกแบบไม่ดูสคริปต์ พยายามจับใจความว่าพูดเรื่องอะไร จากนั้นฟังรอบที่สองพร้อมอ่านสคริปต์ไปด้วย แล้วรอบที่สามให้ฟังอีกครั้งแบบหลับตา เพื่อให้หูได้ยินเสียงชัดเจนโดยไม่พึ่งสายตา ทำแบบนี้ทุกวันวันละ 1 ตอน จะเห็นผลภายใน 2-3 สัปดาห์
ฟังอย่างไรให้จำศัพท์และสำนวนได้จริง
การฝึกฟังภาษาอังกฤษที่ดีต้องไม่ใช่แค่การฟังเพื่อความเข้าใจ แต่ต้องมีการเก็บคำศัพท์และสำนวนที่เจอในแต่ละครั้งด้วย เพราะสมองจะจำสิ่งที่เราให้ความสำคัญเท่านั้น ถ้าฟังไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้หยุดจดบันทึก สมองจะมองว่าข้อมูลนั้นไม่สำคัญและลบทิ้งในที่สุด
เทคนิคที่ผมใช้กับนักเรียนคือการทำ “สมุดบันทึกเสียง” โดยจดคำศัพท์หรือประโยคที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ พร้อมกับเขียนคำอ่านแบบไทยๆ กำกับไว้เพื่อให้จำเสียงได้แม่นขึ้น แล้วกลับมาฟังซ้ำอีกครั้งในวันถัดไปโดยไม่ดูบันทึก ถ้าฟังแล้วเข้าใจได้เองโดยไม่ต้องเปิดดู แปลว่าสมองเริ่มจดจำเสียงนั้นได้แล้ว
อีกวิธีที่ได้ผลดีคือการ shadowing หรือการพูดตามทันทีที่ได้ยิน โดยไม่ต้องรอให้จบประโยค วิธีนี้จะช่วยฝึกกล้ามเนื้อปากและลิ้นให้เคลื่อนไหวแบบเจ้าของภาษา ซึ่งจะส่งผลให้หูของเราจับเสียงที่เคยฟังไม่ชัดได้ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป จากประสบการณ์ที่สอนนักเรียนมา นักเรียนที่ทำ shadowing เป็นประจำจะฟัง native speaker รู้เรื่องเร็วกว่ากลุ่มที่ฟังอย่างเดียวถึง 2 เท่า
เลือกเรียนกับสถาบันหรือเรียนด้วยตัวเองดีกว่ากัน
คำถามที่เจอบ่อยมากคือควรเรียนกับสถาบันหรือฝึกเองที่บ้านดี คำตอบคือต้องดูเป้าหมายและงบประมาณของคุณเป็นหลัก จากการสำรวจของ OECD พบว่าผู้ใหญ่ที่เรียนภาษาที่สองด้วยตัวเองและมีวินัยสูงสามารถบรรลุระดับสื่อสารได้ในเวลา 1-2 ปี แต่ถ้าเป็นคนที่ต้องการผลลัพธ์เร็วและมีเวลาจำกัด การมีครูคอยชี้จุดผิดและให้ feedback โดยตรงจะช่วยลดเวลาผิดพลาดได้เยอะ
การเรียนกับสถาบันที่ดีจะมีข้อดีคือได้ฝึกพูดกับเพื่อนร่วมชั้นและได้ feedback จากครูที่มีใบรับรอง TESOL หรือ TEFL ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่รับรองว่าครูคนนั้นผ่านการฝึกสอนภาษาอังกฤษสำหรับผู้พูดภาษาอื่นมาแล้วจริงๆ แต่ก็มีข้อเสียคือค่าใช้จ่ายสูงและต้องเดินทางไปเรียนตามตารางที่กำหนด
ถ้าคุณเป็นคนที่ทำงานประจำและมีเวลาไม่แน่นอน การเรียนออนไลน์แบบตัวต่อตัวอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า เพราะสามารถยืดหยุ่นเวลาได้และได้เรียนกับเจ้าของภาษาโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้การฝึกฟังภาษาอังกฤษของคุณเร็วขึ้นมาก เพราะได้ยินสำเนียงที่หลากหลายจากครูต่างชาติหลายคน
| วิธีเรียน | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|
| เรียนด้วยตัวเอง | ประหยัดค่าใช้จ่าย ยืดหยุ่นเวลา | ไม่มีคนแก้ไขข้อผิดพลาด เสี่ยงฝึกผิดวิธี | คนที่มีวินัยสูงและมีเวลามาก |
| เรียนเป็นกลุ่ม | ได้เพื่อนร่วมเรียน แรงกดดันดี มีกิจกรรมหลากหลาย | ครูไม่สามารถดูแลเป็นรายบุคคลได้ | คนที่ชอบเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น |
| เรียนตัวต่อตัวออนไลน์ | ได้ feedback โดยตรง ปรับบทเรียนให้เหมาะกับเรา | ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเรียนกลุ่ม | คนที่ต้องการผลลัพธ์เร็วและมีงบประมาณ |
ความผิดพลาดที่ทำให้ฟังภาษาอังกฤษไม่เก่งสักที

จากประสบการณ์ที่สอนภาษาอังกฤษให้คนไทยหลายช่วงวัย มีข้อผิดพลาดซ้ำๆ ที่ทำให้การฝึกฟังภาษาอังกฤษไม่ได้ผล ซึ่งถ้ารู้ไว้ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงและเห็นผลเร็วขึ้นมาก ข้อผิดพลาดแรกคือการเลือกเนื้อหาที่ยากเกินไป เช่น เริ่มดูข่าว BBC หรือ CNN ตั้งแต่สัปดาห์แรก ซึ่งทำให้รู้สึกท้อและเลิกกลางคัน สมองของคนเราจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเข้าใจเนื้อหาประมาณ 70-80% ถ้าเข้าใจน้อยกว่านั้นจะเกิดความเครียดและสมองจะปิดกั้นการเรียนรู้
ข้อผิดพลาดที่สองคือการไม่ฝึกฟังเสียงย่อยๆ เช่น เสียง -ed ท้ายคำ หรือเสียง -s ที่แสดงพหูพจน์ ซึ่งคนไทยมักไม่ได้ยินเพราะภาษาไทยไม่มีเสียงแบบนี้ แต่ถ้าฝึกแยกเสียงเหล่านี้ได้ จะทำให้จับความหมายของประโยคได้แม่นยำขึ้นมาก เช่น คำว่า “walk” กับ “walked” ฟังดูคล้ายกันแต่ความหมายต่างกัน
ข้อผิดพลาดที่สามคือการพึ่งพาซับไตเติ้ลภาษาไทยตลอดเวลา พอเปิดซับไทยสมองจะขี้เกียจและเลือกอ่านภาษาไทยแทนที่จะฟังภาษาอังกฤษ สมองของคนเราจะเลือกทางที่ง่ายที่สุดเสมอ ถ้าอยากฝึกให้ได้ผลจริง ต้องค่อยๆ ลดการพึ่งพาซับลงทีละขั้น เริ่มจากซับอังกฤษ แล้วค่อยปิดซับทั้งหมดเมื่อรู้สึกว่าฟังได้ประมาณ 70%
ทำไมบางคนเรียน 10 ปียังพูดไม่ได้ ในขณะที่บางคนเรียน 6 เดือนก็คล่อง
ความต่างระหว่างคนที่เก่งเร็วและเก่งช้าไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดหรือพรสวรรค์ แต่เป็นเรื่องของวิธีฝึกและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ UNESCO รายงานว่าผู้เรียนภาษาที่สองที่ประสบความสำเร็จมักมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันคือ มีแรงจูงใจภายในที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่เรียนเพราะถูกบังคับหรือต้องสอบให้ผ่าน แต่เรียนเพราะอยากสื่อสารกับคนทั่วโลกจริงๆ
อีกปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์ต่างกันคือจำนวนชั่วโมงที่ได้ยินภาษาอังกฤษจริงๆ ในแต่ละวัน คนที่ทำงานในบริษัทต่างชาติหรือมีเพื่อนต่างชาติจะได้ยินภาษาอังกฤษทั้งวัน ซึ่งถือเป็นการฝึกฟังภาษาอังกฤษแบบไม่รู้ตัวที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่คนที่ไม่มีสภาพแวดล้อมแบบนี้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะเราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมเองได้ด้วยการเปลี่ยนภาษาในโทรศัพท์เป็นภาษาอังกฤษ ฟังพอดแคสต์ตอนเดินทาง และดูยูทูปเบอร์ต่างชาติที่พูดเรื่องที่เราสนใจจริงๆ
นอกจากนี้ คนที่เก่งเร็วมักมีนิสัยชอบ “เดา” ความหมายจากบริบท ไม่ใช่เปิดดิกชันนารีทุกครั้งที่เจอคำใหม่ การเดาและตรวจสอบภายหลังช่วยให้สมองจดจำได้ดีกว่าการเปิดหาความหมายทันที เพราะสมองได้ทำงานหนักในการเชื่อมโยงความหมายกับบริบท
แนวทางฝึกฟังภาษาอังกฤษแบบจริงจังที่ทำตามได้ทันที
ถ้าคุณพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่อย่างจริงจัง ผมขอแนะนำแนวทางที่ใช้ได้จริงและเห็นผลแน่นอนภายใน 90 วัน โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงระยะเวลา แต่ละช่วงมีเป้าหมายที่ชัดเจนและวิธีการที่ต่างกัน
ช่วงที่ 1 (วัน 1-30): ปูพื้นฐานเสียงและจังหวะ ในช่วงนี้ให้โฟกัสกับการฟังเสียงแต่ละเสียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง ใช้เวลาวันละ 20 นาทีกับแอปฝึกออกเสียงหรือคลิปสอนออกเสียงในยูทูป เพื่อให้หูคุ้นเคยกับเสียงที่ไม่มีในภาษาไทย เช่น เสียง /θ/ /ð/ /r/ /l/ และการลงเสียงหนักเบาในคำ ฝึกฟังภาษาอังกฤษจากบทสนทนาสั้นๆ ที่ช้าชัดเจน เช่น บทเรียนในแอป Duolingo หรือบทสนทนาในหนังสือเรียน แล้วฝึกพูดตาม
ช่วงที่ 2 (วัน 31-60): เพิ่มปริมาณการฟังและความเร็ว ช่วงนี้ให้เพิ่มเวลาฝึกเป็นวันละ 30 นาที เปลี่ยนมาฟังพอดแคสต์สำหรับผู้เรียนระดับกลาง และเริ่มดูซีรีส์หรือยูทูปที่พูดเร็วขึ้น เปิดซับอังกฤษไว้เพื่อช่วยจับคำที่ฟังไม่ทัน แต่ต้องฝึกฟังก่อนแล้วค่อยเปิดซับเท่านั้น ถ้าทำแบบนี้ทุกวัน หูของคุณจะเริ่มชินกับความเร็วระดับเจ้าของภาษา
ช่วงที่ 3 (วัน 61-90): ฝึกฟังแบบสื่อสารจริง ในช่วงนี้ให้ลองฟังข่าวหรือรายการทอล์คโชว์ที่พูดเร็วและมีศัพท์หลากหลาย รวมถึงลองคุยกับ native speaker ผ่านแอปแลกเปลี่ยนภาษา หรือถ้ามีงบประมาณก็ควรลงเรียนกับครูต่างชาติแบบตัวต่อตัว เพื่อให้ได้ฝึกฟังสำเนียงที่หลากหลายและตอบโต้ได้ทันที ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการพัฒนาทักษะการฟังให้ถึงระดับสื่อสารได้จริง
การใช้เทคโนโลยีและสื่อออนไลน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในยุคนี้มีเครื่องมือช่วยฝึกฟังภาษาอังกฤษมากมายที่คนไทยยังใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แอปอย่าง Spotify มีพอดแคสต์ภาษาอังกฤษนับล้านตอนให้เลือกฟังฟรีๆ ตั้งแต่วิชาการไปจนถึงบันเทิง ซึ่งดีกว่าการฟังเพลงอย่างเดียวเพราะพอดแคสต์มีการพูดที่ใกล้เคียงการสนทนาจริงมากกว่า และยังมีฟีเจอร์ปรับความเร็วได้ ถ้าฟังไม่ทันก็ลดเหลือ 0.75 เท่า แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 1 เท่าเมื่อชินแล้ว
ยูทูปเป็นอีกแหล่งเรียนรู้ที่ทรงพลังมาก ถ้าคุณชอบทำอาหารก็ดูช่องทำอาหารต่างประเทศ ถ้าชอบเทคโนโลยีก็ดูรีวิวแกดเจ็ตจากต่างประเทศ การดูสิ่งที่เราสนใจจริงๆ จะทำให้สมองจดจ่อและเรียนรู้ได้ดีกว่าการฝืนดูบทเรียนที่เราไม่สนใจถึง 5 เท่า จากการสังเกตนักเรียนของผม คนที่ดูยูทูปต่างประเทศเป็นประจำจะฟัง native speaker รู้เรื่องเร็วกว่าคนที่เรียนแต่ในห้องเรียนอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับคนที่ต้องการแนวทางที่มีโครงสร้างชัดเจนและอยากได้ครูคอยแนะนำ การเรียนคอร์สออนไลน์แบบมีระบบก็เป็นทางเลือกที่ดี โดยเฉพาะคอร์สที่เน้นการฟังและพูดโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเอง หลายคนที่เรียนกับสถาบันออนไลน์ที่ดีจะเห็นผลภายใน 3-6 เดือน เพราะมีครูคอยแก้ไขการออกเสียงให้ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม
วิธีรักษาแรงบันดาลใจและไม่ให้เลิกกลางคัน
อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการฝึกฟังภาษาอังกฤษไม่ใช่ความยากของภาษา แต่คือการขาดความสม่ำเสมอ ช่วงแรกๆ อาจรู้สึกว่าฝึกไปก็ไม่ได้ผล เพราะสมองยังไม่ได้สะสมข้อมูลเสียงมากพอที่จะประมวลผลได้ แต่ถ้าผ่านไป 2-3 สัปดาห์แล้วยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ให้ลองกลับไปฟังคลิปเดิมที่เคยฟังไม่เข้าใจในสัปดาห์แรก แล้วคุณจะตกใจว่าจับใจความได้มากขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นกำลังใจอย่างดีให้ฝึกต่อไป
การตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้จริงในแต่ละวันสำคัญกว่าการตั้งเป้าหมายใหญ่ที่ไกลเกินไป เช่น ตั้งเป้าว่าจะฟังพอดแคสต์ 1 ตอนให้จบทุกวัน หรือจะดูยูทูป 1 คลิปโดยไม่เปิดซับไทยให้ได้ ซึ่งเมื่อทำได้สำเร็จก็จะเกิดความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ ที่ช่วยสร้างนิสัยการฝึกที่ยั่งยืน
อีกเทคนิคที่ช่วยให้ไม่เบื่อคือการสลับสื่อที่ใช้ฝึกไปเรื่อยๆ วันนี้ฟังพอดแคสต์ พรุ่งนี้ดูยูทูป มะรืนนี้ดูซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่เคยดูแล้วแบบพากย์ไทยมาก่อน การรู้เนื้อเรื่องอยู่แล้วจะช่วยให้สมองโฟกัสกับการฟังภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นมาก เพราะไม่ต้องพะวงกับการเดาเนื้อเรื่องไปด้วย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฝึกฟังภาษาอังกฤษ
ต้องใช้เวลากี่เดือนกว่าจะฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง
ถ้าฝึกอย่างสม่ำเสมอวันละ 30 นาทีด้วยวิธีที่ถูกต้อง ส่วนใหญ่จะเริ่มจับใจความบทสนทนาทั่วไปได้ภายใน 3-4 เดือน และจะฟังรู้เรื่องเกือบทั้งหมดใน 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับพื้นฐานเดิมและจำนวนชั่วโมงที่ได้ฝึกจริง
ดูซีรีส์แบบไม่มีซับไทยแต่ไม่เข้าใจ ควรทำอย่างไร
ให้เริ่มจากซีรีส์ที่เคยดูแล้วรอบหนึ่งแบบซับไทยก่อน แล้วค่อยมาดูรอบที่สองแบบปิดซับ เพราะสมองจะจำเนื้อเรื่องได้บ้างแล้ว ทำให้เดาบทสนทนาจากบริบทได้ง่ายขึ้น หรือเลือกดูซีรีส์สำหรับวัยรุ่นที่มีภาษาง่ายๆ ก่อน เช่น Friends หรือ How I Met Your Mother
ระหว่างฟังข่าวกับฟังพอดแคสต์ อันไหนดีกว่ากันสำหรับฝึก
พอดแคสต์ดีกว่าสำหรับผู้เริ่มต้นเพราะมีหลายระดับความยากและส่วนใหญ่มีสคริปต์ให้เปิดดู ส่วนข่าวมีศัพท์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยากเกินไปสำหรับคนพื้นฐานน้อย แนะนำให้เริ่มจากพอดแคสต์ก่อน แล้วค่อยเพิ่มข่าวเมื่อฟังได้ประมาณ 70%

จำเป็นต้องเข้าใจทุกคำที่ได้ยินหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกคำ แม้แต่เจ้าของภาษายังฟังไม่รู้เรื่องทุกคำในบางบริบท สิ่งสำคัญคือการจับใจความหลักและเดาความหมายจากบริบทให้ได้ ซึ่งเป็นทักษะที่ฝึกได้และสำคัญกว่าการรู้ศัพท์ทุกคำ
ฝึกฟังกับเพลงภาษาอังกฤษได้ผลจริงหรือไม่
ได้ผลในระดับหนึ่งเพราะเพลงช่วยให้จำคำศัพท์และสำนวนได้ง่ายเนื่องจากมีท่วงทำนองช่วย แต่ก็มีข้อเสียคือการร้องเพลงมีการกล้ำเสียงและการเน้นเสียงที่ผิดธรรมชาติ ไม่ควรใช้เพลงเป็นสื่อหลักในการฝึก ควรใช้เป็นสื่อเสริมเท่านั้น
เรียนกับครูต่างชาติตัวต่อตัวจำเป็นไหมถ้าอยากฟังเก่งเร็ว
การเรียนกับครูต่างชาติจะช่วยเร่งผลลัพธ์ได้จริง เพราะได้ยินสำเนียงเจ้าของภาษาและได้ฝึกตอบโต้แบบเรียลไทม์ ซึ่งการฟังอย่างเดียวไม่สามารถฝึกทักษะการตอบสนองได้ แต่ถ้าไม่มีงบประมาณก็สามารถฝึกกับแอปแลกภาษากับชาวต่างชาติฟรีๆ ได้ก่อน แล้วค่อยลงเรียนเมื่อพร้อม
