คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐาน: รวมคำศัพท์สำคัญสำหรับผู้เริ่มต้น
หลายคนที่เริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษมักจะรู้สึกท้อแท้เมื่อเห็นคำศัพท์มากมายราวกับภูเขา แต่จริงๆ แล้วคำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีไม่ถึง 3,000 คำด้วยซ้ำ ถ้าคุณสามารถจับกลุ่มคำศัพท์สำคัญที่พบบ่อยที่สุดได้ การอ่านข่าว การดูหนังซับไตเติล หรือแม้แต่การสนทนาง่ายๆ จะง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บทความนี้รวบรวมประสบการณ์จากการสอนนักเรียนไทยหลายร้อยคนมาสรุปให้เห็นภาพชัดๆ ว่าเราควรเริ่มจากตรงไหน จำอย่างไรให้ได้ผลจริง และทำไมบางคนเรียนเป็นปีแต่ยังพูดไม่ได้สักที
ทำไมคำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานถึงสำคัญต่อการเรียนภาษา
ถ้าเปรียบการเรียนภาษาเหมือนการสร้างบ้าน คำศัพท์คืออิฐแต่ละก้อนที่ต้องปูไว้ก่อน ไวยากรณ์คือโครงสร้างที่ช่วยให้บ้านแข็งแรง แต่ถ้าไม่มีอิฐก็ไม่ต่างจากแปลนบนกระดาษ นักเรียนที่เรียนแกรมมาร์เก่งแต่ศัพท์น้อยจะพบปัญหาตอนต้องสื่อสารจริง เพราะสมองต้องใช้เวลาคิดหาคำแทนที่จะพูดได้ลื่นไหล ในทางกลับกัน คนที่รู้คำศัพท์เยอะแม้แกรมมาร์จะไม่เป๊ะก็ยังพอสื่อสารได้เพราะคู่สนทนาพอเดาความหมายจากบริบทได้
ข้อมูลจาก British Council ระบุว่าผู้เรียนที่รู้คำศัพท์ที่ใช้บ่อยที่สุด 2,000 คำแรกจะเข้าใจบทสนทนาทั่วไปได้มากถึง 80% ซึ่งตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่าการท่องจำคำศัพท์แบบมั่วๆ ไม่ได้ผลเท่ากับการโฟกัสที่คำความถี่สูง แล้วค่อยๆ ขยายคลังคำไปเรื่อยๆ ตามบริบทที่เจอจริง
ความแตกต่างระหว่างคำศัพท์ในชีวิตประจำวันกับคำศัพท์วิชาการ
คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น eat, go, work, house, love เป็นคำที่เจอได้ทุกวัน แต่พอเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยหรือที่ทำงาน จะมีคำศัพท์เชิงวิชาการอย่าง analyze, significant, approach, concept เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งกลุ่มคำหลังนี้ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยมากกว่า วิธีที่ได้ผลคือแยกหมวดหมู่การจำตามสถานการณ์ เช่น คำศัพท์สำหรับการเดินทาง คำศัพท์สำหรับที่ทำงาน คำศัพท์สำหรับการสั่งอาหาร เพื่อให้สมองจดจำแบบเชื่อมโยงกับบริบท
กลุ่มคำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานที่ควรรู้ก่อนใคร
จากประสบการณ์ที่สอนนักเรียนไทยทั้งระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย พบว่ากลุ่มคำที่ควรเริ่มท่องจำก่อนมีประมาณ 800–1,000 คำ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดต่างๆ ดังนี้
คำสรรพนามและคำเชื่อมพื้นฐาน
กลุ่มนี้เป็นโครงกระดูกของภาษา เพราะใช้ในทุกประโยค ไม่ว่าจะเป็น I, you, we, they, he, she, it รวมถึงคำเชื่อมอย่าง and, but, because, so, if, when คำพวกนี้ไม่ต้องท่องเป็นรายการ แต่ควรเห็นบ่อยๆ จนชินตา เวลาอ่านข่าวภาษาอังกฤษหรือดูซีรีส์ ลองสังเกตว่าคำเชื่อมเหล่านี้ปรากฏแทบทุกประโยค ถ้าจับทางได้จะเริ่มเดาความหมายประโยคยาวๆ ได้
คำกริยาที่ใช้บ่อยที่สุด 50 คำ
คำกริยาเป็นหัวใจของประโยค เพราะบอกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น คำกริยาพื้นฐานที่ต้องรู้จักเป็นอย่างแรกคือ be, have, do, say, get, make, go, know, take, see, come, think, look, want, give, use, find, tell, ask, work ข้อสังเกตคือคำเหล่านี้บางคำมีความหมายได้หลายแบบ เช่น get อาจแปลว่า ได้รับ เข้าใจ ไปถึง หรือซื้อ ขึ้นอยู่กับบริบท การเรียนรู้คำกริยาหลายความหมายจะช่วยให้เข้าใจภาษาอังกฤษในชีวิตจริงมากขึ้น
คำนามที่เจอในชีวิตประจำวัน
กลุ่มคำนามพื้นฐานควรเริ่มจากสิ่งที่อยู่รอบตัว เช่น time, person, year, way, day, thing, man, woman, world, life, hand, part, child, eye, woman, place, work, week, case, point, government, company, number คำพวกนี้เป็นคำนามความถี่สูงที่ปรากฏในบทความ ข่าว หรือแม้แต่โฆษณาทั่วไป ลองฝึกโดยการเปิดพจนานุกรมแล้วเลือกคำนามที่เจอบ่อยที่สุด 100 คำมาเริ่มก่อนก็ได้
คำคุณศัพท์และคำวิเศษณ์ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้ประโยค
คำคุณศัพท์อย่าง good, new, first, last, long, great, little, own, other, old, right, big, high, different, small, large, next, early, young, important ช่วยให้ประโยคมีรายละเอียดมากขึ้น ส่วนคำวิเศษณ์อย่าง very, really, always, never, sometimes, usually, here, there, now, then ช่วยบอกความถี่หรือสถานที่ การรู้จักคำกลุ่มนี้จะทำให้การพูดหรือเขียนไม่ดูแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์
เทคนิคการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานที่ได้ผลจริง
เคยเห็นนักเรียนหลายคนท่องศัพท์วันละ 50 คำแล้วลืมหมดภายในอาทิตย์เดียว เพราะใช้วิธีท่องแบบทวนซ้ำโดยไม่มีการเชื่อมโยง สมองของคนเราจำสิ่งที่มีความหมายได้ดีกว่าสิ่งที่จำแบบเปล่าๆ ดังนั้นเทคนิคที่ใช้ได้ผลจริงกับนักเรียนไทยมีดังนี้
เทคนิคการจำแบบเชื่อมโยงภาพและเรื่องราว
ลองสร้างเรื่องสั้นในหัวที่เชื่อมโยงคำศัพท์หลายคำเข้าด้วยกัน เช่น คำว่า “beneath” (ใต้) กับ “surface” (พื้นผิว) อาจจำโดยนึกภาพเรือดำน้ำที่แล่นอยู่ใต้ผิวน้ำ ยิ่งเรื่องราวแปลกประหลาดหรือตลกเท่าไหร่ สมองยิ่งจำได้แม่นขึ้นเท่านั้น นักเรียนที่ใช้วิธีนี้รายงานว่าจำคำศัพท์ได้นานกว่าเดิม 2–3 เท่าเมื่อเทียบกับการท่องแบบเดิม
ใช้เทคนิค Spaced Repetition ในการทบทวน
งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การเรียนรู้ยืนยันว่าการทบทวนแบบห่างช่วงเวลาจะช่วยให้ความจำคงทนกว่าการอ่านซ้ำๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน นักเรียนที่ใช้แอปพลิเคชันท่องศัพท์ที่มีระบบแจ้งเตือนการทบทวน เช่น Anki หรือ Quizlet จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีเวลาว่างจำกัดเพราะใช้เวลาเพียงวันละ 10–15 นาทีในการทบทวนคำเก่าและเพิ่มคำใหม่

เรียนคำศัพท์จากบริบทจริงแทนการท่องเดี่ยว
การอ่านบทความสั้น ข่าว หรือแม้แต่แคปชันในโซเชียลมีเดียเป็นวิธีธรรมชาติที่สุดในการเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ เพราะสมองจะจดจำทั้งความหมายและบริบทการใช้งานไปพร้อมกัน ลองเลือกอ่านเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจ เช่น ถ้าชอบฟุตบอลก็อ่านข่าวฟุตบอลภาษาอังกฤษ ถ้าชอบทำอาหารก็ดูสูตรอาหารต่างประเทศ ยิ่งเจอคำศัพท์ซ้ำๆ ในหลายบริบท ยิ่งจำได้แม่นโดยไม่ต้องฝืนท่อง
คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานสำหรับการทำงานและการสอบ
นอกจากคำศัพท์ทั่วไปแล้ว ยังมีคำศัพท์เฉพาะกลุ่มที่จำเป็นสำหรับคนไทยที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานหรือเตรียมสอบ เช่น TOEIC หรือการสอบวัดระดับต่างๆ คำศัพท์กลุ่มนี้จะเน้นเกี่ยวกับธุรกิจ การจัดการ การเงิน และการสื่อสารในองค์กร

คำศัพท์สำหรับการทำงานที่ควรรู้
คำอย่าง meeting, deadline, report, client, project, budget, schedule, meeting, presentation, negotiation, agreement, proposal, invoice, contract เป็นคำที่เจอบ่อยในอีเมลและการประชุมงาน นักเรียนที่ทำงานในบริษัทต่างชาติหรือบริษัทที่มีลูกค้าต่างชาติจะได้เปรียบมากถ้ารู้คำศัพท์กลุ่มนี้ เพราะช่วยให้สื่อสารได้อย่างมืออาชีพและเข้าใจเพื่อนร่วมงานได้ตรงประเด็น
คำศัพท์พื้นฐานสำหรับการสอบ TOEIC
การสอบ TOEIC จะเน้นคำศัพท์ในบริบทของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการอ่านอีเมล ประกาศ ข่าวสารภายในบริษัท หรือบทสนทนาทางโทรศัพท์ คำศัพท์ที่พบบ่อยคือ regarding, enclosed, attachment, available, appointment, confirm, schedule, delay, warehouse, inventory, shipment, invoice, payment, discount, warranty และคำพวกนี้อาจดูยากในช่วงแรก แต่เมื่อเจอบ่อยๆ ในการทำข้อสอบจำลองจะเริ่มคุ้นเคยและทำข้อสอบได้เร็วขึ้น
สำหรับคนที่วางแผนสอบ TOEIC ในอนาคต การมีพื้นฐานคำศัพท์ที่ดีจะช่วยให้ทำคะแนนได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะส่วนใหญ่แล้วโจทย์ที่ผิดมักมาจากการแปลความหมายผิด ไม่ใช่ไม่เข้าใจแกรมมาร์ ถ้าอยากเห็นแนวข้อสอบและคำศัพท์ที่พบบ่อยสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ เทคนิคเตรียมสอบ TOEIC ที่ได้ผลจริง ซึ่งรวบรวมประสบการณ์จากผู้สอบจริงไว้ให้แล้ว
ข้อผิดพลาดที่ผู้เริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษมักเจอ
การเรียนภาษาไม่ใช่เส้นตรงที่ราบรื่น ทุกคนมีจุดสะดุดต่างกัน แต่ข้อผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้นซ้ำๆ กับผู้เรียนชาวไทยจนสังเกตเห็นเป็นแพตเทิร์นชัดเจน
ท่องศัพท์โดยไม่ออกเสียง
นักเรียนไทยจำนวนมากท่องศัพท์แบบอ่านในใจหรือเขียนซ้ำๆ โดยไม่ฝึกออกเสียงจริงๆ ผลลัพธ์คือพอต้องพูดจริงกลับจำเสียงไม่ได้หรือออกเสียงผิดเพี้ยนจนฝรั่งฟังไม่เข้าใจ วิธีแก้คือท่องศัพท์พร้อมกับการออกเสียงดังๆ หรือใช้แอปที่มีเสียงเจ้าของภาษาให้ฟังและเลียนแบบ การทำแบบนี้ช่วยเชื่อมโยงระหว่างคำที่เห็นกับเสียงที่ได้ยิน ซึ่งสำคัญมากสำหรับการฟังและการพูด
เรียนคำศัพท์แบบไม่มีความเชื่อมโยง
การจดคำศัพท์ลงสมุดเป็นรายการยาวๆ แล้วท่องแบบทวนซ้ำเป็นวิธีที่ได้ผลน้อยที่สุดในระยะยาว เพราะสมองไม่มีอะไรให้ยึดเกาะ ลองเปลี่ยนมาเรียนคำศัพท์เป็นชุดคำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกัน เช่น กลุ่มคำเกี่ยวกับร้านอาหาร กลุ่มคำเกี่ยวกับการเดินทาง หรือกลุ่มคำเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก จะช่วยให้จำได้เป็นระบบและเรียกใช้ได้จริงในสถานการณ์นั้นๆ
ไม่ฝึกใช้คำศัพท์ในชีวิตจริง
การรู้ความหมายของคำศัพท์กับการใช้คำนั้นเป็นคนละเรื่องกัน ผู้เรียนหลายคนอ่านศัพท์ออกแต่พอต้องเขียนประโยคหรือพูดจริงกลับนึกคำไม่ออก เพราะไม่เคยฝึกใช้คำเหล่านั้นในบริบทจริง ลองฝึกเขียนประโยคสั้นๆ 3–5 ประโยคต่อวันโดยใช้คำศัพท์ใหม่ที่เพิ่งเรียน หรือลองเล่าเหตุการณ์ในแต่ละวันเป็นภาษาอังกฤษแม้จะผิดบ้างก็ไม่เป็นไร ยิ่งฝึกใช้บ่อย สมองยิ่งจำเส้นทางเชื่อมโยงได้แน่นขึ้น
แนวทางเลือกเรียนภาษาอังกฤษให้เหมาะกับตัวเอง
ไม่ใช่ทุกคนที่เรียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีเดียวกันได้ผลเท่ากัน บางคนเรียนด้วยตัวเองจากแอปพลิเคชันก็เก่งได้ แต่บางคนต้องมีครูคอยแนะนำและแก้ไขข้อผิดพลาด การเลือกวิธีเรียนที่เหมาะกับตัวเองจะช่วยลดเวลาและความท้อแท้ได้มาก
เรียนด้วยตัวเอง vs เรียนกับสถาบัน
การเรียนด้วยตัวเองเหมาะกับคนที่มีวินัยสูงและรู้วิธีหาสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เช่น YouTube, Podcast, แอป Duolingo หรือ Memrise ข้อดีคือยืดหยุ่นและประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ข้อเสียคือไม่มีคนแก้ไขข้อผิดพลาดและอาจเรียนรู้ผิดวิธีโดยไม่รู้ตัว ในทางกลับกัน การเรียนกับสถาบันหรือครูส่วนตัวจะได้ feedback ทันทีและมีโครงสร้างการเรียนรู้ที่ชัดเจน แต่ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและเวลาเดินทาง
สำหรับคนที่สนใจเรียนแบบมีครูคอยแนะนำ การเรียนตัวต่อตัวหรือกลุ่มเล็กจะเห็นผลเร็วกว่าการเรียนในห้องใหญ่ๆ เพราะครูสามารถปรับบทเรียนให้เหมาะกับระดับและเป้าหมายของผู้เรียนได้ ตัวอย่างเช่น การเรียนตัวต่อตัวแบบเร่งรัด เหมาะกับคนที่มีเวลาจำกัดและต้องการพัฒนาทักษะอย่างจริงจัง
เลือกเรียนตามเป้าหมายระยะยาว
ก่อนตัดสินใจเรียนภาษาอังกฤษ ควรถามตัวเองก่อนว่าเรียนไปเพื่ออะไร ถ้าเพื่อสอบ TOEIC ให้ได้คะแนนตามที่บริษัทกำหนด ควรเน้นทำโจทย์และเรียนรู้เทคนิคการสอบ ถ้าเพื่อสื่อสารกับลูกค้าต่างชาติ ควรเน้นการฟังและพูดในสถานการณ์จริง ถ้าเพื่ออ่านงานวิจัยหรือเอกสารต่างประเทศ ควรเน้นการอ่านและคำศัพท์วิชาการ การรู้เป้าหมายจะช่วยเลือกคอร์สเรียนและสื่อการเรียนรู้ที่ตรงจุด ไม่เสียเวลาและเงินไปกับสิ่งที่ไม่ได้ใช้จริง
ตารางเปรียบเทียบวิธีเรียนคำศัพท์แบบต่างๆ
| วิธีเรียน | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|
| ท่องจำจากสมุดคำศัพท์ | ทำได้ทุกที่ ไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต | จำได้ไม่นาน รู้ความหมายแต่ใช้ไม่เป็น | คนที่ต้องการทบทวนคำศัพท์เดิม |
| ใช้แอปพลิเคชันท่องศัพท์ | มีระบบทบทวนอัตโนมัติ สนุกและมี gamification | อาจติดเกมมากกว่าเนื้อหา ต้องมีวินัย | คนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับสมาร์ตโฟน |
| อ่านหนังสือหรือบทความภาษาอังกฤษ | ได้ทั้งคำศัพท์และบริบทการใช้งานจริง | อาจยากเกินไปสำหรับระดับเริ่มต้น | คนที่มีพื้นฐานพอสมควรแล้ว |
| เรียนในห้องเรียนหรือกับครู | มีคนแนะนำและแก้ไขข้อผิดพลาดทันที | ค่าใช้จ่ายสูง ใช้เวลาเดินทาง | คนที่ต้องการโครงสร้างการเรียนรู้ชัดเจน |
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐาน
ต้องรู้คำศัพท์กี่คำถึงจะสื่อสารภาษาอังกฤษได้
งานวิจัยของ Nation (2006) ระบุว่าการรู้คำศัพท์ที่ใช้บ่อยที่สุด 3,000 คำจะช่วยให้เข้าใจบทสนทนาทั่วไปได้ประมาณ 95% ส่วนการอ่านหนังสือหรือบทความเชิงวิชาการ可能需要 8,000–9,000 คำ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เริ่มต้น การรู้ 1,000 คำแรกจะช่วยให้สื่อสารในชีวิตประจำวันได้พอสมควรแล้ว
ท่องศัพท์วันละกี่คำถึงจะเหมาะสม
จากการสังเกตนักเรียนที่เรียนกับผู้เขียนมา พบว่าการท่องศัพท์วันละ 10–15 คำพร้อมตัวอย่างประโยคให้ผลดีกว่าการท่อง 50 คำแบบไม่มีบริบท เพราะสมองต้องการเวลาประมวลผลและเชื่อมโยงคำศัพท์ใหม่กับความรู้เดิม การท่องน้อยแต่สม่ำเสมอทุกวันดีกว่าการท่องเยอะเป็นครั้งคราว
คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานควรเริ่มจากหมวดไหนก่อน
เริ่มจากคำที่ใช้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันก่อน เช่น คำสรรพนาม คำกริยาพื้นฐาน คำเชื่อม และคำนามที่เจอในบ้านและที่ทำงาน จากนั้นค่อยขยายไปยังหมวดที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของตัวเอง เช่น ถ้าอยากทำงานต่างประเทศก็เพิ่มคำศัพท์ธุรกิจ ถ้าอยากสอบ TOEIC ก็เพิ่มคำศัพท์ที่พบบ่อยในข้อสอบ
จำคำศัพท์แล้วลืมตลอดควรทำอย่างไร
การลืมเป็นเรื่องปกติของสมองมนุษย์ วิธีที่ดีที่สุดคือใช้ระบบทบทวนแบบเว้นช่วง (spaced repetition) เช่น ทบทวนหลังจากเรียน 1 วัน 3 วัน 7 วัน และ 14 วัน เพื่อกระตุ้นให้สมองย้ายข้อมูลจากความจำระยะสั้นไปสู่ความจำระยะยาว ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันหลายตัวที่ช่วยจัดการระบบนี้ให้อัตโนมัติ
เรียนคำศัพท์จากหนังหรือเพลงได้ผลจริงหรือไม่
ได้ผลจริง แต่ต้องเลือกเนื้อหาที่เหมาะกับระดับของตัวเอง ถ้าเพิ่งเริ่มต้นควรเลือกหนังหรือซีรีส์ที่มีบทสนทนาง่ายๆ หรือเปิดซับไตเติลภาษาอังกฤษประกอบ การเรียนรู้จากบริบทจริงช่วยให้จำคำศัพท์ได้ดีเพราะเชื่อมโยงกับอารมณ์และสถานการณ์ แต่อย่าลืมว่าภาษาในหนังบางครั้งไม่เป็นทางการหรือใช้สำนวนเฉพาะ จึงควรเรียนเพิ่มเติมจากแหล่งที่เป็นทางการด้วย

จำเป็นต้องเรียนไวยากรณ์ก่อนหรือเรียนคำศัพท์ก่อน
สองอย่างนี้ต้องไปด้วยกัน ไม่ควรแยกจากกัน การรู้คำศัพท์โดยไม่รู้ไวยากรณ์จะสื่อสารเป็นประโยคไม่ได้ แต่การรู้ไวยากรณ์โดยไม่มีคำศัพท์ก็พูดอะไรไม่ออก วิธีที่ดีที่สุดคือเรียนคำศัพท์พร้อมกับตัวอย่างประโยคที่ถูกต้องตามไวยากรณ์ จะเห็นความเชื่อมโยงของทั้งสองส่วนพร้อมกัน
สรุปแนวทางเริ่มต้นสำหรับผู้ที่จริงจังกับภาษาอังกฤษ
การเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและวิธีการที่ถูกต้อง เริ่มจากการสำรวจตัวเองว่าเป้าหมายคืออะไร แล้วเลือกกลุ่มคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องมาเริ่มต้น ใช้เทคนิคการเรียนแบบเชื่อมโยงบริบท ทบทวนอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญคือต้องฝึกใช้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนไดอารี่ภาษาอังกฤษ การคุยกับเพื่อน หรือการแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดีย
สำหรับคนที่ต้องการแนวทางที่มีโครงสร้างชัดเจนและมีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ การเรียนกับสถาบันที่มีประสบการณ์จะช่วยลดเวลาลองผิดลองถูกได้มาก หากสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คอร์สเรียนภาษาอังกฤษ English Top 1 ที่ออกแบบมาสำหรับผู้เรียนไทยโดยเฉพาะ หรือติดต่อทีมงานเพื่อรับคำปรึกษาฟรีได้ที่ หน้าการติดต่อของสถาบัน ทีมงานยินดีให้คำแนะนำโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนอย่าท้อแท้ถ้ายังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ภายในไม่กี่เดือน การเรียนภาษาเป็นมาราธอน ไม่ใช่ sprint ทุกคำศัพท์ที่จำได้ ทุกประโยคที่ฝึกพูด คือก้าวที่ใกล้ฝั่งมากขึ้นหนึ่งก้าวเสมอ ขอให้สนุกกับการเรียนรู้และเห็นคุณค่าของความพยายามเล็กๆ ที่ทำทุกวัน เพราะวันหนึ่งคุณจะมองย้อนกลับไปแล้วพบว่าเดินมาไกลกว่าที่คิด