หลายคนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษด้วยคำถามเดียวกับที่ผมเจอมาเป็นร้อยครั้งในห้องสอบและคลาสสอน: “ระดับภาษาอังกฤษของฉันอยู่ตรงไหนของ CEFR?” ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้ว CEFR คือมาตรฐานที่ใช้เทียบระดับภาษาทั่วโลก ตั้งแต่ A1 สำหรับผู้เริ่มต้นจนถึง C2 สำหรับระดับเจ้าของภาษา การเข้าใจระดับเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทำให้รู้ว่าตัวเองเก่งแค่ไหน แต่มันช่วยให้เลือกคอร์สเรียน สอบวัดระดับ หรือแม้แต่สมัครงานได้ตรงจุดมากขึ้น วันนี้ผมจะเล่าให้ฟังแบบจากประสบการณ์จริง ว่าคนไทยส่วนใหญ่ตกอยู่ระดับไหน และจะพัฒนาผ่านแต่ละขั้นได้อย่างไร

CEFR คืออะไร และทำไมคนไทยต้องรู้
CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) คือกรอบมาตรฐานสากลที่ใช้ประเมินความสามารถทางภาษาของผู้เรียนทั่วโลก แบ่งเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ A1 (เริ่มต้น) ไปจนถึง C2 (เชี่ยวชาญระดับเจ้าของภาษา) หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วมันต่างจากคะแนน TOEIC หรือ IELTS ยังไง? คำตอบคือ CEFR เป็นตัวเทียบเคียงที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ เข้าใจระดับภาษาของเราได้ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยในยุโรป หรือบริษัทข้ามชาติที่เปิดรับสมัครพนักงานในไทย
จากข้อมูลของ British Council พบว่าผู้เรียนภาษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ A2 ถึง B1 ซึ่งหมายถึงสามารถสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ แต่ยังไม่คล่องพอสำหรับการทำงานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษหนักๆ การเรียนภาษาอังกฤษตัวต่อตัว จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยยกระดับได้เร็วขึ้น เพราะสามารถออกแบบบทเรียนให้เหมาะกับระดับปัจจุบันของผู้เรียนแต่ละคนได้
ระดับ A1 ถึง A2: จุดเริ่มต้นที่หลายคนมองข้าม
ระดับ A1 คือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น รู้คำศัพท์พื้นฐานประมาณ 500-800 คำ พูดเป็นประโยคสั้นๆ ได้ เช่น แนะนำตัว บอกความรู้สึก หรือถามทาง แต่ยังไม่สามารถสนทนาต่อเนื่องได้ ส่วน A2 คือผู้ที่พอสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ เช่น สั่งอาหาร ซื้อของ หรือคุยเรื่องงานอดิเรก แต่ยังติดเรื่องไวยากรณ์และการเลือกใช้คำให้เหมาะสมกับบริบท
คนไทยจำนวนมากที่เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ประถมกลับยังค้างอยู่ที่ระดับนี้ เพราะระบบการศึกษาไทยเน้นการท่องจำไวยากรณ์มากกว่าการใช้จริง จากสถิติขององค์การยูเนสโก (UNESCO) พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาคเดียวกันมาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนแบบเดิมๆ อาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
วิธีฝึกระดับ A1-A2 ให้ได้ผลจริง
สิ่งแรกที่ผมแนะนำนักเรียนในระดับนี้เสมอคือการเปลี่ยนเป้าหมายจากการเรียนเพื่อสอบเป็นการเรียนเพื่อใช้จริง ลองเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว เช่น เขียนรายการสิ่งที่ต้องทำเป็นภาษาอังกฤษ ฟังเพลงแล้วเปิดดูเนื้อเพลงไปด้วย หรือแชทกับเพื่อนต่างชาติผ่านแอปพลิเคชัน การฝึกแบบนี้จะช่วยให้สมองคุ้นเคยกับโครงสร้างประโยคโดยไม่รู้ตัว
สำหรับใครที่รู้สึกว่าการเรียนด้วยตัวเองไปไม่ถึงไหน การมีครูคอยแนะนำจะช่วยให้เห็นจุดผิดพลาดที่ซ้ำๆ และแก้ได้ถูกจุด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ เรียนตัวต่อตัวแบบเร่งรัด ได้ผลดีกับนักเรียนไทยที่ต้องการปูพื้นฐานให้แน่นก่อนสอบวัดระดับ
ระดับ B1 ถึง B2: ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด
ระดับ B1 คือผู้ที่สามารถสื่อสารได้อย่างเป็นอิสระในสถานการณ์ทั่วไป เข้าใจประเด็นหลักของเรื่องที่คุ้นเคย เช่น งาน โรงเรียน หรือการเดินทาง ส่วน B2 คือระดับที่ใช้ทำงานได้จริง เข้าใจบทความซับซ้อน พูดโต้ตอบกับเจ้าของภาษาได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่ติดขัดมากนัก

จุดเปลี่ยนสำคัญของนักเรียนไทยส่วนใหญ่คือการข้ามจาก B1 ไป B2 เพราะช่วงนี้จะเริ่มรู้สึกว่าภาษาอังกฤษที่เรียนมามัน “พอใช้” แต่ยังไม่ “คมพอ” สำหรับการทำงานหรือศึกษาต่อต่างประเทศ ผมเคยสอนนักเรียนคนหนึ่งที่ทำงานบริษัทขนส่งระหว่างประเทศ เธอพูดภาษาอังกฤษได้คล่องในเรื่องงาน แต่พอต้องประชุมกับลูกค้าต่างชาติเรื่องเงื่อนไขสัญญาที่ซับซ้อน เธอกลับเลือกที่จะเงียบเพราะกลัวใช้คำผิด นี่คือปัญหาคลาสสิกของคนระดับ B1 ที่ยังขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาในบริบทที่ต้องใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์
ทำไมคนไทยจำนวนมากติดอยู่ที่ B1
เท่าที่ผมสังเกตจากประสบการณ์สอนกว่า 10 ปี สาเหตุหลักที่คนไทยไม่สามารถข้ามผ่านระดับ B1 ไปได้คือการขาด input ที่หลากหลาย คนส่วนใหญ่ฟังแต่อังกฤษแบบที่ฟังง่าย เช่น ข่าวหรือบทสนทนาทั่วไป แต่ไม่เคยลองฟังพอดแคสต์หรือดูสารคดีที่ใช้ศัพท์ซับซ้อน การอ่านก็จำกัดอยู่แค่โพสต์ในโซเชียลมีเดีย ไม่เคยอ่านบทวิเคราะห์หรือข่าวธุรกิจ การที่สมองไม่ได้รับข้อมูลที่ท้าทายกว่าเดิมทำให้คำศัพท์และโครงสร้างประโยคไม่พัฒนาไปไหน
ผมแนะนำให้นักเรียนที่ต้องการยกระดับจาก B1 ไป B2 ลองเปลี่ยนพฤติกรรมการเสพสื่อทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษเป็นเวลา 3 เดือน โดยเลือกเนื้อหาที่ตัวเองสนใจจริงๆ เช่น ถ้าชอบดูรีวิวรถยนต์ ก็ลองเปลี่ยนไปฟังรีวิวจากช่างชาวอังกฤษหรืออเมริกันแทน วิธีนี้จะทำให้สมองได้เรียนรู้ศัพท์เฉพาะทางที่ซับซ้อนขึ้นโดยไม่รู้สึกว่ากำลังเรียน
ระดับ C1 ถึง C2: มาตรฐานระดับมืออาชีพและเจ้าของภาษา
ระดับ C1 คือผู้ที่ใช้ภาษาได้อย่างยืดหยุ่น เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ เข้าใจนัยยะที่ซ่อนอยู่ในข้อความยาวๆ และสามารถแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์ได้ ส่วน C2 คือระดับสูงสุด ผู้ที่ถึงระดับนี้จะใช้ภาษาได้เหมือนเจ้าของภาษาที่มีการศึกษาดี ไม่มีความผิดพลาดในการใช้ไวยากรณ์ แม้แต่ในบริบทที่ซับซ้อนที่สุด
การจะไปถึงระดับ C1-C2 ไม่ใช่เรื่องของการเรียนภาษาแต่อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการใช้ภาษาเพื่อเรียนรู้สิ่งอื่นด้วย เช่น อ่านงานวิจัย เขียนบทความวิชาการ หรือโต้เถียงในประเด็นสังคมการเมือง ระดับนี้ต้องการ “ความรู้รอบตัว” ในระดับสูงด้วย เพราะการพูดถึงเรื่องที่ตัวเองไม่มีความรู้จะทำให้ภาษาที่ใช้ดูไม่เป็นธรรมชาติ
สำหรับคนไทยที่ทำงานในองค์กรต่างประเทศหรือเป็นผู้บริหารที่ต้องสื่อสารกับทีมข้ามชาติ ระดับ C1 ถือเป็นเป้าหมายที่สมจริงและเพียงพอต่อการทำงาน ในขณะที่ C2 เป็นระดับที่เหมาะกับนักแปล นักเขียน หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยมากกว่า

ความแตกต่างระหว่าง C1 และ C2 ที่เห็นได้ชัด
หลายคนเข้าใจว่า C2 คือการพูดคล่องเหมือนเจ้าของภาษา แต่จริงๆ แล้วมันลึกกว่านั้นมาก คนระดับ C1 พูดได้คล่องแต่ยังอาจติดเรื่องสำนวนเฉพาะถิ่นหรือมุกตลกที่ต้องอาศัยภูมิหลังทางวัฒนธรรมร่วมกัน ในขณะที่คนระดับ C2 จะเข้าใจและใช้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ผมเคยร่วมงานกับอาจารย์ชาวไทยท่านหนึ่งที่จบปริญญาเอกจากอังกฤษ ท่านเล่าให้ฟังว่าตอนไปถึงปีแรกยังรู้สึกว่าฟังเพื่อนร่วมชั้นคุยกันไม่ทัน เพราะพวกเขาใช้สำนวนและอ้างอิงวัฒนธรรมป๊อปที่เราไม่เคยรู้จัก แต่พออยู่ไปได้ 2-3 ปี ท่านเริ่มจับทางได้และรู้สึกว่าภาษาของตัวเองพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด นี่คือสิ่งที่การเรียนในห้องไม่สามารถทดแทนได้ แต่ต้องอาศัยการอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นจริงๆ
ตารางเทียบระดับ CEFR กับการสอบวัดระดับอื่นๆ
หลายคนที่เตรียมตัวสอบ TOEIC หรือ IELTS มักสงสัยว่าระดับ CEFR ของตัวเองตรงกับคะแนนเท่าไหร่ ผมขอยกตารางเปรียบเทียบอย่างง่ายที่ใช้กันทั่วไปในประเทศไทย เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
| ระดับ CEFR | คะแนน IELTS | คะแนน TOEIC โดยประมาณ | ความสามารถโดยรวม |
|---|---|---|---|
| A1 | 1.0-2.0 | 120-250 | รู้ศัพท์พื้นฐาน พูดเป็นคำๆ ได้ |
| A2 | 2.5-3.5 | 255-400 | สื่อสารในชีวิตประจำวันได้ |
| B1 | 4.0-5.0 | 405-600 | ทำงานที่ใช้ภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานได้ |
| B2 | 5.5-6.5 | 605-780 | ทำงานได้คล่อง ศึกษาต่อต่างประเทศได้ |
| C1 | 7.0-8.0 | 785-900 | ใช้ภาษาเชิงวิชาการและวิชาชีพได้ |
| C2 | 8.5-9.0 | 900+ | เทียบเท่าเจ้าของภาษาที่มีการศึกษา |
ข้อมูลนี้เป็นเพียงการประมาณการคร่าวๆ เพราะแต่ละสถาบันอาจกำหนดเกณฑ์การเทียบที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่พอให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น
วิธีประเมินระดับ CEFR ของตัวเองเบื้องต้น
ก่อนที่คุณจะเลือกคอร์สเรียนหรือสอบวัดระดับ การรู้ว่าตัวเองอยู่ระดับไหนจะช่วยประหยัดเวลาและเงินได้มาก ลองทำแบบประเมินง่ายๆ ด้วยตัวเองก่อน เช่น ลองอ่านบทความข่าวจาก BBC หรือ CNN แล้วดูว่าจับใจความสำคัญได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าแทบไม่เข้าใจเลย แสดงว่าอยู่ระดับ A1-A2 ถ้าพอเข้าใจแต่ต้องเปิดดิกทุก 2-3 ประโยค แสดงว่าอยู่ระดับ B1 ถ้าอ่านเข้าใจเกือบทั้งหมดแต่ยังติดศัพท์เทคนิคบ้าง แสดงว่าอยู่ระดับ B2-C1
อีกวิธีที่ได้ผลคือการลองเขียนอีเมลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเรื่องในชีวิตประจำวัน แล้วให้เพื่อนที่ทำงานใช้ภาษาอังกฤษหรือครูช่วยตรวจ ถ้าพบว่ายังใช้ tense สลับไปมาและเลือกคำไม่ตรงบริบท แสดงว่ายังต้องปูพื้นฐานไวยากรณ์เพิ่มเติม
ข้อผิดพลาดที่คนไทยทำเมื่อเทียบระดับ CEFR กับคะแนนสอบ
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือการคิดว่าคะแนน TOEIC สูงเท่ากับระดับภาษาที่สูงตามไปด้วย ความจริงแล้ว TOEIC วัดเฉพาะทักษะการฟังและการอ่านในบริบทธุรกิจเท่านั้น ไม่ได้วัดการพูดและการเขียน ดังนั้นคนที่ได้คะแนน TOEIC 900+ แต่อาจพูดสื่อสารไม่ได้เลยก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
ในทางกลับกัน บางคนได้คะแนน IELTS 6.5 ซึ่งเทียบเท่าระดับ B2 แต่กลับรู้สึกว่าตัวเอง “ยังไม่เก่งพอ” เพราะเพื่อนร่วมงานที่จบจากเมืองนอกพูดได้คล่องกว่าเยอะ จุดนี้ผมอยากให้มองในมุมกลับกัน การรู้จุดอ่อนของตัวเองไม่ได้แปลว่าความสามารถต่ำ แต่แปลว่าเรารู้ว่าต้องพัฒนาตรงไหนเพิ่ม
แนวทางเลือกคอร์สเรียนให้ตรงกับระดับ CEFR
หากคุณเพิ่งเริ่มต้นที่ระดับ A1 หรือ A2 การเรียนแบบกลุ่มอาจพอช่วยได้ แต่ถ้าอยากเห็นผลไวจริงๆ การเรียนแบบตัวต่อตัวจะตอบโจทย์มากกว่า เพราะครูสามารถออกแบบบทเรียนให้เหมาะกับจุดอ่อนของเราได้โดยไม่ต้องรอผู้เรียนคนอื่น ซึ่งการ เรียนตัวต่อตัวเน้นสนทนา จะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับการพูดจริงในสถานการณ์ต่างๆ ได้เร็วกว่าการเรียนในห้องขนาดใหญ่
สำหรับคนระดับ B1 ขึ้นไป การเรียนแบบกลุ่มที่มีการโต้ตอบเยอะๆ จะช่วยได้มาก เพราะการได้ฟังเพื่อนร่วมชั้นพูดแล้วต้องตอบโต้ทันทีจะฝึกการคิดเป็นภาษาอังกฤษได้ดี แต่ถ้าอยากได้ผลลัพธ์เฉพาะทาง เช่น เตรียมสอบ IELTS หรือใช้ภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ การลงคอร์สเฉพาะทางจะคุ้มค่ากว่า
ความสำคัญของ CEFR ต่อการทำงานในประเทศไทย
ปัจจุบันบริษัทข้ามชาติหลายแห่งในประเทศไทยเริ่มระบุระดับ CEFR ในประกาศรับสมัครงานแล้ว โดยเฉพาะตำแหน่งที่ต้องติดต่อประสานงานกับต่างประเทศ โดยตำแหน่งทั่วไปมักกำหนดขั้นต่ำที่ B2 ส่วนตำแหน่งผู้จัดการหรือระดับบริหารอาจกำหนดที่ C1
การรู้ระดับ CEFR ของตัวเองจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความภูมิใจ แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจสมัครงานและต่อรองเงินเดือนได้ด้วย ถ้าคุณมีใบรับรองระดับ C1 แต่ไปสมัครตำแหน่งที่ต้องการแค่ B2 ก็ถือว่ามีแต้มต่อมากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ
บทเรียนจากประสบการณ์จริง: ทำไมบางคนเรียน 10 ปีก็ยังพูดไม่ได้
มีนักเรียนคนหนึ่งที่ผมจำได้ดีมาก เขาเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาตรี รวมระยะเวลาเกือบ 20 ปี แต่พอมาทดสอบระดับกับผมครั้งแรกกลับได้แค่ A2 เขาบอกว่าที่ผ่านมาเรียนแค่เพื่อสอบผ่าน ไม่เคยต้องใช้จริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว นี่คือปัญหาของระบบการศึกษาที่เน้นการท่องจำโดยไม่เชื่อมโยงกับการใช้งานจริง
สิ่งที่ผมแนะนำให้เขาทำคือการเปลี่ยนวิธีเรียนใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มจากสิ่งที่เขาชอบ นั่นคือการดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ลองเปลี่ยนมาดูการวิเคราะห์เกมเป็นภาษาอังกฤษ แล้วจดศัพท์ที่ใช้บ่อยๆ ลงในสมุด หลังจากนั้น 6 เดือนเขากลับมาหาผมพร้อมผลทดสอบใหม่ที่ขยับขึ้นเป็น B1 อย่างไม่น่าเชื่อ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการเรียนที่เชื่อมโยงกับความสนใจส่วนตัวได้ผลดีกว่าการนั่งท่องศัพท์วันละ 50 คำ
สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองเรียนมานานแล้วไม่ได้ผล ลองถามตัวเองดูว่าที่ผ่านมาเรา “ใช้” ภาษาอังกฤษจริงๆ กี่ครั้งต่อสัปดาห์ ถ้าน้อยกว่าการดูโซเชียลมีเดีย แสดงว่าต้องปรับวิธีใหม่แล้ว และการ เรียนภาษาอังกฤษเด็กระดับ 7-12 ปี ที่เน้นการใช้จริงอาจเป็นคำตอบสำหรับพ่อแม่ที่อยากให้ลูกหลีกเลี่ยงปัญหาแบบนี้ตั้งแต่ต้น
สรุป: เส้นทางจาก A1 ถึง C2 ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม
การพัฒนาระดับภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ไม่ได้มีสูตรสำเร็จแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่หัวใจสำคัญคือความสม่ำเสมอและการใช้ภาษาจริงในชีวิตประจำวัน การรู้ว่าตัวเองอยู่ระดับไหนจะช่วยให้เลือกแนวทางที่เหมาะสม ไม่ต้องเสียเวลาเรียนสิ่งที่รู้แล้ว และโฟกัสกับจุดที่ต้องพัฒนา
หากคุณเพิ่งเริ่มต้นหรือรู้สึกว่าภาษาอังกฤษติดอยู่ที่ระดับเดิมมานาน ลองเริ่มจากการประเมินระดับของตัวเองก่อน แล้วค่อยๆ ปรับพฤติกรรมการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันทีละเล็กทีละน้อย สุดท้ายแล้วการเรียนภาษาไม่ใช่การแข่งขันกับใคร แต่เป็นการพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
CEFR ต่างจากคะแนน TOEIC อย่างไร
CEFR เป็นกรอบมาตรฐานที่วัดความสามารถโดยรวมทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน ในขณะที่ TOEIC วัดเฉพาะการฟังและการอ่านในบริบทธุรกิจเท่านั้น ดังนั้นคะแนน TOEIC สูงไม่ได้แปลว่าระดับ CEFR จะสูงตามไปด้วยเสมอไป
ใช้เวลานานแค่ไหนในการขยับจาก B1 ไป B2
โดยเฉลี่ยผู้เรียนที่ฝึกอย่างสม่ำเสมอประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน จะใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือนในการขยับจาก B1 ไป B2 แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานเดิมและวิธีการฝึกของแต่ละคนด้วย
จำเป็นต้องสอบวัดระดับ CEFR อย่างเป็นทางการหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป แต่ถ้าต้องการใช้อ้างอิงในการสมัครงานหรือเรียนต่อ การมีใบรับรองจากสถาบันที่ได้รับการยอมรับ เช่น Cambridge หรือ Trinity จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับโปรไฟล์ของคุณได้มาก
การเรียนกับครูต่างชาติจำเป็นต่อการพัฒนาระดับ CEFR หรือไม่
ไม่จำเป็นต้องเป็นครูต่างชาติเสมอไป แต่ควรเป็นผู้ที่เข้าใจความแตกต่างระหว่างภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ดี เพราะจะช่วยอธิบายจุดที่คนไทยมักสับสนได้ชัดเจนกว่า
มีวิธีใดบ้างที่ช่วยพัฒนาระดับ CEFR โดยไม่เสียเงิน
มีหลายวิธี เช่น การเปลี่ยนภาษาในโทรศัพท์เป็นภาษาอังกฤษ ฟังพอดแคสต์ภาษาอังกฤษทุกวัน หรือหาเพื่อนแลกเปลี่ยนภาษาฟรีผ่านแอปพลิเคชัน สิ่งสำคัญคือการฝึกอย่างสม่ำเสมอมากกว่าปริมาณในแต่ละครั้ง
ระดับ CEFR ที่เหมาะสำหรับการทำงานในบริษัทต่างชาติในไทยคือระดับใด
โดยทั่วไปตำแหน่งระดับปฏิบัติการต้องการอย่างน้อย B2 ส่วนตำแหน่งผู้จัดการหรือระดับบริหารควรมี C1 ขึ้นไป เพื่อให้สามารถสื่อสารเชิงกลยุทธ์และเจรจาต่อรองกับต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ