ทำไมไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานถึงสำคัญกว่าที่คิด
หลายคนเรียนภาษาอังกฤษมานานแต่ยังรู้สึกว่าพูดหรือเขียนไม่ได้อย่างที่ใจต้องการ ผมเจอนักเรียนแบบนี้มาเยอะมากในช่วงที่สอนทั้งในโรงเรียนกวดวิชาและสอนออนไลน์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คำศัพท์น้อย แต่เป็นเพราะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานไม่แน่นพอต่างหาก เวลาจะแต่งประโยคก็ต้องมานั่งคิดนั่งเรียงคำใหม่ทุกครั้ง พูดช้า ฟังแล้วติดขัด ไม่ลื่นไหลอย่างที่เจ้าของภาษาเขาพูดกัน ยิ่งพอต้องเขียนอีเมลหรือรายงานภาษาอังกฤษก็ยิ่งไปใหญ่ เพราะแกรมม่าผิดเพี้ยนจนความหมายเปลี่ยนไปเลย
จริงๆ แล้วแกรมม่าคือโครงสร้างของภาษา ถ้าเรามองภาษาอังกฤษเป็นบ้านหนึ่งหลัง คำศัพท์ก็คืออิฐแต่ละก้อน แต่ไวยากรณ์คือปูนที่ยึดทุกอย่างเข้าด้วยกัน ถ้าปูนไม่ดี บ้านก็พังง่ายๆ แม้อิฐจะสวยแค่ไหนก็ตาม นักเรียนที่เรียน Grammar แบบเข้าใจจริงจะเริ่มสังเกตได้ว่า พอถึงจุดหนึ่งเขาไม่ต้องมานั่งแปลในหัวเป็นภาษาไทยอีกต่อไป อ่านภาษาอังกฤษแล้วเข้าใจเลยทันที นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้คนไทยทุกคนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษเข้าถึงให้ได้
โครงสร้างประโยคพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้ก่อนเป็นอันดับแรก
ถ้าพูดถึงไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานแล้ว สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือโครงสร้างประโยค เพราะมันคือรากฐานของทุกอย่าง หลายคนพอเห็นประโยคยาวๆ ก็ตกใจไปก่อน แต่จริงๆ แล้วประโยคภาษาอังกฤษที่ซับซ้อนแค่ไหนก็มีต้นตอมาจากโครงสร้างง่ายๆ แค่ไม่กี่แบบเท่านั้น
Subject + Verb คือหัวใจของทุกประโยค
ขอยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดๆ นะครับ ประโยคภาษาอังกฤษที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นได้คือแบบนี้ “I sleep” หรือ “She runs” แค่นี้ก็เป็นประโยคที่สมบูรณ์แล้วในเชิงไวยากรณ์ เพราะมีทั้งประธาน (Subject) และกริยา (Verb) ครบถ้วน แต่ที่เจอบ่อยในห้องเรียนคือนักเรียนไทยชอบเติมคำอื่นเข้าไปโดยไม่จำเป็น เช่น “I am sleep” หรือ “She is run” ซึ่งผิดทันทีที่พูดออกมา
จำง่ายๆ ครับว่า ในภาษาอังกฤษ ประโยคต้องมีกริยาหลักเสมอ และกริยานั้นต้องผันให้สอดคล้องกับประธาน นี่คือสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่พลาด เพราะภาษาไทยเราไม่มีการเปลี่ยนรูปกริยาตามประธาน เราไม่ต้องพูดว่า “ฉันเป็น” กับ “เขาเป็น” ให้ต่างกัน แต่ภาษาอังกฤษต้องแยกให้ออกระหว่าง “I am” “You are” “He/She/It is” เรื่องนี้ฟังดูง่ายแต่ใช้เวลาฝึกอีกนานกว่าจะชิน
Tense ทั้ง 12 แบบ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
อีกหนึ่งหัวข้อที่นักเรียนถามเข้ามามากที่สุดเวลาพูดถึงไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานคือเรื่อง Tense คนไทยส่วนใหญ่พอเห็นตาราง Tense ทั้ง 12 ช่องก็ถอดใจกันไปแล้ว แต่จากประสบการณ์สอนของผม ผมบอกได้เลยว่าเรื่องนี้ไม่ได้ยากเท่าที่คิด ถ้าเราเข้าใจหลักคิดเบื้องหลังของแต่ละ Tense แทนที่จะมานั่งท่องสูตร
สิ่งที่ผมสอนนักเรียนเสมอคือ แบ่ง Tense ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ก่อน กลุ่มแรกคือ Present กลุ่มที่สองคือ Past และกลุ่มสุดท้ายคือ Future จากนั้นค่อยดูว่าการกระทำนั้นเป็นแบบปกติ กำลังเกิดขึ้น หรือเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งมันจะช่วยให้เราเลือกใช้ Tense ได้ถูกต้องโดยไม่ต้องมานั่งท่องว่าช่องไหนใช้กับอะไร
อดีต ปัจจุบัน อนาคต มองให้เป็นภาพ
ขอยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดๆ เช่น “I eat” กับ “I am eating” หลายคนคิดว่าเหมือนกัน แต่จริงๆ ต่างกันมาก “I eat” หมายถึงฉันกินเป็นประจำ หรือกินเป็นปกติวิสัย แต่ “I am eating” หมายถึงตอนนี้กำลังกินอยู่ตรงหน้าเรานี่แหละ แค่เปลี่ยนมุมมองเล็กน้อยก็ทำให้สื่อสารได้ตรงความหมายมากขึ้นแล้ว
วิธีที่ผมแนะนำนักเรียนคือ เวลาฝึกแต่งประโยค ให้ลองถามตัวเองก่อนทุกครั้งว่า “เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนไหน” และ “มันจบแล้วหรือยัง” ถ้าตอบสองคำถามนี้ได้ เราก็จะเลือก Tense ได้ถูกต้องเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งจำตารางให้ปวดหัว
Parts of Speech: รู้จักหน้าที่คำในประโยค
อีกหนึ่งเรื่องที่จัดว่าเป็นไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานที่ขาดไม่ได้เลยคือ Parts of Speech หรือชนิดของคำในภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น Noun (คำนาม) Pronoun (คำสรรพนาม) Verb (คำกริยา) Adjective (คำคุณศัพท์) Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) Preposition (คำบุพบท) Conjunction (คำสันธาน) และ Interjection (คำอุทาน)
หลายคนเรียนเรื่องนี้ตอนเด็กๆ แล้วคิดว่าไม่เห็นสำคัญ แต่จริงๆ แล้วการรู้จักหน้าที่ของคำแต่ละชนิดช่วยให้เราวางคำในประโยคได้ถูกต้องมากขึ้น เช่น ในภาษาอังกฤษ คำคุณศัพท์ต้องวางไว้หน้าคำนามเสมอ เราพูดว่า “a beautiful girl” ไม่ใช่ “a girl beautiful” แต่คนไทยเราชินกับการวางคำขยายไว้หลังคำหลัก เพราะภาษาไทยเราพูดว่า “ผู้หญิงสวยๆ” ดังนั้นเวลาพูดภาษาอังกฤษเลยมักเรียงลำดับคำผิดอยู่บ่อยๆ
สังเกตการใช้คำในชีวิตจริง
วิธีฝึกที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการสังเกตว่าเจ้าของภาษาเขาใช้คำแบบไหนในสถานการณ์จริง เช่น เวลาดูซีรีส์หรือฟังเพลงสากล ให้ลองสังเกตตำแหน่งของคำคุณศัพท์และคำกริยาวิเศษณ์ดูนะครับ รับรองว่าเห็นความต่างกับภาษาไทยชัดเจนแน่นอน ยิ่งฝึกสังเกตเยอะก็ยิ่งเข้าใจธรรมชาติของภาษาได้เร็วขึ้น
ข้อผิดพลาดที่คนไทยเจอบ่อยที่สุดในการเรียน Grammar
จากประสบการณ์ที่สอนนักเรียนไทยมาเป็นสิบปี ผมขอรวบรวมข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานมาให้ดูกัน หวังว่าหลายคนจะเห็นตัวเองในข้อเหล่านี้แล้วกลับตัวได้ทัน
- ใช้ Verb เติม ing ผิดที่ผิดทาง ตัวอย่างเช่น “I am agree with you” ที่ถูกต้องคือ “I agree with you” เพราะคำว่า agree เป็นกริยาที่ไม่ใช้ในรูป continuous
- ลืมเติม s ที่กริยาเมื่อประธานเป็นเอกพจน์ เช่น “She go to school” ที่ถูกต้องคือ “She goes to school” อันนี้เป็น error ที่ฝังรากลึกในคนไทยมากๆ
- ใช้ a / an / the สลับกันมั่ว บางคนเติม a หน้าคำนามทุกคำ บางคนไม่เติมเลย ซึ่งทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก
- มัวแต่กังวลเรื่อง Tense จนลืมดูบริบท บางครั้งการเลือกใช้ Present Simple ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ให้ครบทั้ง 12 แบบในบทสนทนาเดียว
เรียน Grammar ให้ได้ผลต้องไม่ท่องจำอย่างเดียว
สิ่งที่ผมพบจากการสอนนักเรียนหลายรุ่นคือ คนที่เรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานแบบท่องจำมักจะลืมเร็วมากภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่คนที่เรียนรู้ผ่านการใช้งานจริงจะจำได้นานและใช้ได้จริงมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากเก่งเรื่อง Past Simple ก็ควรลองเขียนเล่าเรื่องเมื่อวานนี้เป็นภาษาอังกฤษสัก 5-10 ประโยค ไม่ต้องยาวมาก แต่ให้ลองใช้จริง
อีกวิธีที่ได้ผลดีคือการฝึกแต่งประโยคของตัวเอง โดยไม่ต้องไปลอกประโยคตัวอย่างจากในหนังสือ ให้ลองนึกถึงเหตุการณ์จริงในชีวิตประจำวันแล้วแต่งประโยคออกมาเอง เช่น ตอนเช้าตื่นนอนก็ลองพูดกับตัวเองว่า “I woke up at 6 a.m. today. Then I took a shower and had breakfast.” แค่นี้ก็ได้ฝึกใช้ Past Simple ในชีวิตจริงแล้ว
เรียนด้วยตัวเองหรือลงคอร์ส ดีกว่ากัน
คำถามยอดฮิตที่ผมเจอเสมอคือ “เรียนแกรมม่าด้วยตัวเองได้ไหม” หรือ “ควรลงคอร์สเรียนไหม” จริงๆ แล้วทั้งสองวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป การเรียนด้วยตัวเองเหมาะสำหรับคนที่มีวินัยสูงและหาข้อมูลเป็น แต่ก็มีข้อเสียคือไม่รู้ว่าตัวเองพูดหรือเขียนผิดตรงไหน เพราะไม่มีคนคอยแก้ให้ ส่วนการเรียนกับสถาบันหรือครูสอนพิเศษจะช่วยให้เรามีคนตรวจงานให้และได้ feedback ทันที
สำหรับคนที่อยากเรียนด้วยตัวเอง แนะนำให้หาหนังสือ Grammar ที่มีแบบฝึกหัดเยอะๆ และมีเฉลยละเอียด ฝึกทำวันละนิดวันละหน่อยก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย ส่วนคนที่รู้สึกว่ายิ่งเรียนยิ่งงง หรือไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน การมีครูคอยแนะนำแนวทางที่ถูกต้องก็ช่วยได้เยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงที่เพิ่งเริ่มต้น เพราะถ้าเริ่มผิด ต่อไปก็จะผิดไปเรื่อยๆ จนแก้ยาก
ถ้าใครกำลังมองหาคอร์สเรียนที่เหมาะกับตัวเอง ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ English Top 1 ครับ มีทั้งคอร์สเรียนแกรมม่าพื้นฐานไปจนถึงระดับสูง แถมมีแบบทดสอบวัดระดับก่อนเรียนด้วย จะได้รู้ว่าตัวเองควรเริ่มจากจุดไหน
การใช้สื่อออนไลน์ช่วยเสริมการเรียนรู้
ในยุคนี้การเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนอีกต่อไป เพราะมีแหล่งเรียนรู้มากมายบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดีโอสอนแกรมม่าบน YouTube พอดแคสต์ หรือแอปพลิเคชันฝึกภาษา ซึ่งแต่ละอย่างก็มีจุดเด่นต่างกันไป
แต่สิ่งที่ผมอยากเตือนคือ อย่าเรียนแบบเก็บสะสมแต่ไม่เคยลงมือใช้ เพราะการดูคลิปสอนแกรมม่าวันละ 10 คลิปโดยไม่เคยฝึกแต่งประโยคเองเลย จะไม่เกิดผลลัพธ์อะไรเลยแม้จะเรียนมานานเป็นปีก็ตาม เปรียบเหมือนดูคลิปคนออกกำลังกายทั้งวันแต่ไม่เคยลุกขึ้นมาวิ่งเอง สุดท้ายร่างกายก็ไม่แข็งแรงขึ้นมา
แนะนำให้ใช้สื่อออนไลน์เป็นตัวเสริม แต่หัวใจหลักยังอยู่ที่การฝึกฝนด้วยตัวเอง ลองหาเพื่อนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษด้วยกันแล้วฝึกคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ หรือถ้าไม่มีเพื่อนก็ฝึกพูดกับตัวเองหน้ากระจกก็ได้ ขอแค่ได้ใช้จริงก็พอ
กลยุทธ์การเรียน Grammar สำหรับผู้เริ่มต้น
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ผมขอแนะนำแนวทางที่ใช้ได้ผลจริงจากประสบการณ์การสอนของผมนะครับ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยน mindset ก่อนว่าแกรมม่าไม่ใช่สูตรสำเร็จรูปที่ต้องท่องให้ครบทุกสูตร แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราสื่อสารได้อย่างถูกต้อง
เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ก่อน เช่น การใช้ verb to be ใน Present Tense ให้คล่อง แล้วค่อยขยับไปเรื่องอื่น เช่น การใช้ a/an/the การใช้ Present Simple และ Past Simple เมื่อพื้นฐานแน่นแล้วค่อยไปเรียนเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอย่าง Present Perfect หรือ Passive Voice สิ่งสำคัญคือต้องไม่ข้ามขั้น เพราะถ้าพื้นฐานไม่แน่น ไปเรียนเรื่องยากๆ ก็จะยิ่งสับสนหนักขึ้นไปอีก
สำหรับคนที่ต้องการแนวทางที่ชัดเจนกว่านี้ การเรียนกับสถาบันที่มีหลักสูตรเป็นขั้นเป็นตอนก็ช่วยได้มากครับ ลองดูคอร์สเรียนที่ เรียนตัวต่อตัว แบบเร่งรัด เผื่อจะช่วยให้เห็นภาพว่าแกรมม่ามันไม่ยากอย่างที่คิด
ผลของการมี Grammar ที่ดีต่อการสอบและการทำงาน
หลายคนอาจสงสัยว่าการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานให้แน่นนั้นส่งผลดีต่อชีวิตจริงอย่างไรบ้าง นอกจากจะพูดได้คล่องขึ้นแล้ว ยังมีผลต่อการสอบวัดระดับต่างๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น CU-TEP, TU-GET หรือ TOEIC ซึ่งเป็นข้อสอบที่ใช้วัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ และแกรมม่าถือเป็นส่วนสำคัญที่คิดเป็นสัดส่วนเยอะมากในข้อสอบเหล่านี้
จากข้อมูลของ British Council ระบุว่าผู้เรียนที่เข้าใจโครงสร้างไวยากรณ์อย่างถ่องแท้จะมีคะแนนการอ่านและการเขียนสูงกว่าผู้ที่เรียนแบบท่องจำถึง 30-40% ซึ่งตัวเลขนี้สอดคล้องกับที่ผมเห็นในห้องเรียนจริงๆ นักเรียนที่เข้าใจหลักแกรมม่าจะทำข้อสอบพาร์ท Error Identification และ Text Completion ได้ดีกว่ามาก เพราะเขามองออกว่าประโยคไหนผิดหลักโครงสร้าง
ในด้านการทำงาน หลายบริษัทชั้นนำในไทยใช้อีเมลภาษาอังกฤษในการติดต่อกับลูกค้าหรือบริษัทแม่ การเขียนอีเมลที่มีแกรมม่าถูกต้องช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผู้เขียนได้อย่างมาก ผมเคยมีนักเรียนทำงานบริษัทต่างชาติ เล่าให้ฟังว่าเจ้านายเคยชมว่าเขาสื่อสารภาษาอังกฤษได้ชัดเจนและเป็นมืออาชีพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากพื้นฐานแกรมม่าที่ดีทั้งนั้น
เทคนิคการจำแกรมม่าที่ได้ผลจริง
ผมขอแชร์เทคนิคส่วนตัวที่ใช้สอนนักเรียนมาโดยตลอด นั่นคือการสร้าง “ภาพ” ในใจเวลาจำสูตรแกรมม่าต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การใช้ Present Perfect เราสอนให้นักเรียนนึกถึง “สะพานเชื่อมเวลา” คือเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน เช่น “I have lived in Bangkok for 10 years” แปลว่าฉันอยู่กรุงเทพมา 10 ปีแล้วและยังอยู่ต่อเนื่องจนถึงตอนนี้ ซึ่งต่างจาก “I lived in Bangkok for 10 years” ที่หมายถึงฉันเคยอยู่กรุงเทพ 10 ปีแล้วย้ายออกไปแล้ว
อีกเทคนิคหนึ่งที่ผมใช้บ่อยๆ คือการให้เรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานผ่านเพลงหรือหนังที่นักเรียนชอบ เพราะเวลาฟังเพลงแล้วเจอประโยคที่ใช้แกรมม่าบางรูปแบบซ้ำๆ สมองจะจำได้เองโดยไม่รู้ตัว ยิ่งเป็นเพลงที่ฟังบ่อยๆ ยิ่งจำได้แม่น ยกตัวอย่างเช่น เพลงของ Bruno Mars มักมีประโยคที่ใช้ Present Perfect เยอะมาก เช่น “I’ve been waiting for this moment” ซึ่งถ้าเราได้ยินบ่อยๆ เราจะเริ่มเข้าใจบริบทการใช้ได้เอง
ควรเรียนแกรมม่าจากหนังสือหรือจากเจ้าของภาษา
เป็นคำถามที่ถูกถามเข้ามาเสมอระหว่างการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานว่าควรเรียนจากหนังสือแบบเรียนภาษาไทยหรือเรียนกับเจ้าของภาษาดีกว่ากัน จริงๆ แล้วไม่มีคำตอบตายตัวครับ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและสไตล์การเรียนรู้ของแต่ละคน
หนังสือแบบเรียนภาษาไทยเหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นแบบไม่มีพื้นฐานเลย เพราะอธิบายเป็นภาษาไทยเข้าใจง่ายกว่า แต่ข้อเสียคือบางทีคำอธิบายอาจล้าสมัยหรือไม่เป็นธรรมชาติเท่าที่เจ้าของภาษาพูดจริงๆ ส่วนการเรียนกับเจ้าของภาษาจะได้สำเนียงและวิธีใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติมากกว่า แต่ถ้าพื้นฐานไม่แน่นพออาจฟังไม่รู้เรื่องและยิ่งสับสนได้
วิธีที่ดีที่สุดคือการผสมผสานทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน เริ่มจากเรียนพื้นฐานกับหนังสือภาษาไทยให้เข้าใจหลักการก่อน จากนั้นค่อยฝึกใช้กับเจ้าของภาษาเพื่อปรับสำเนียงและเรียนรู้วิธีใช้จริง ซึ่งถ้าใครอยากได้แนวทางที่ชัดเจน ลองปรึกษาครูที่ English Top 1 ได้ครับ เค้ามีทีมครูไทยและครูต่างชาติที่ช่วยวางแผนการเรียนให้เหมาะกับแต่ละคนได้
สรุปแนวทางเรียน Grammar ให้ได้ผลระยะยาว
การเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานไม่ใช่เรื่องที่ทำเสร็จในวันเดียว แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาสะสมเหมือนการสร้างบ้าน ทุกวันนี้ผมยังเห็นผู้ใหญ่จำนวนมากที่ประสบความสำเร็จในการทำงานแต่ยังรู้สึกไม่มั่นใจเวลาต้องพูดภาษาอังกฤษ เพราะพื้นฐานแกรมม่ายังไม่แน่นพอ ซึ่งน่าเสียดายมากเพราะจริงๆ แล้วแกรมม่าเป็นสิ่งที่เรียนได้ทุกวัย ไม่มีคำว่าสายเกินไป
หัวใจสำคัญคือความสม่ำเสมอ ขอแค่วันละ 15-20 นาทีในการทบทวนและฝึกใช้แกรมม่าก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทุ่มเททั้งวันทั้งคืน แค่ทำอย่างต่อเนื่องทุกวัน ผลลัพธ์จะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นเองภายใน 3-6 เดือน และเมื่อถึงจุดนั้นจะรู้สึกได้เลยว่าการอ่าน การเขียน และการพูดภาษาอังกฤษง่ายขึ้นมาก
ถ้าอยากได้แนวทางที่ชัดเจนกว่านี้ ลองดูคอร์สเรียนที่ เรียนตัวต่อตัว เน้นสนทนา หรือถ้าอยากเน้นแกรมม่าโดยเฉพาะก็มีคอร์สที่ออกแบบมาให้เหมาะกับแต่ละระดับครับ สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้พร้อมก่อน เพราะความพร้อมจะเกิดขึ้นระหว่างทางนี่แหละ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐานด้วยตัวเองได้ไหม?
ได้แน่นอนครับ ถ้ามีวินัยและหาหนังสือหรือสื่อการเรียนที่ดี แต่ควรมีคนช่วยตรวจแบบฝึกหัดให้ด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าผิดตรงไหนและแก้ไขได้ถูกจุด
ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าแกรมม่าจะแน่น?
ขึ้นอยู่กับพื้นฐานเดิมและเวลาที่ใช้ฝึกฝน ถ้าวันละ 30 นาทีอย่างสม่ำเสมอ จะเริ่มเห็นผลภายใน 3-4 เดือน แต่ถ้าอยากเร่งผลลัพธ์ การเรียนกับครูหรือลงคอร์สจะช่วยให้เร็วขึ้นได้มาก
เรียนแกรมม่าแล้วจำเป็นต้องท่อง Tense ทั้ง 12 แบบไหม?
ไม่จำเป็นครับ ในชีวิตประจำวันเราใช้แค่ 4-6 Tense หลักๆ ก็เพียงพอแล้ว เช่น Present Simple, Present Continuous, Past Simple, Present Perfect และ Future Simple เมื่อคล่องแล้วค่อยเรียนรู้เพิ่มเติมทีหลังได้
ทำไมอ่านแกรมม่าเข้าใจแต่พอจะแต่งประโยคเองกลับทำไม่ได้?
เพราะการอ่านกับ การใช้จริงเป็นคนละทักษะกันครับ จำเป็นต้องฝึกแต่งประโยคเองบ่อยๆ หรือลองเขียนไดอารี่ภาษาอังกฤษดู จะช่วยให้สมองเชื่อมโยงความรู้กับการใช้งานจริงได้
เรียนแกรมม่ากับเจ้าของภาษาดีกว่าเรียนกับครูไทยไหม?
แต่ละแบบมีข้อดีต่างกัน ครูไทยอธิบายหลักการได้เข้าใจง่ายกว่า ส่วนเจ้าของภาษาจะช่วยเรื่องความเป็นธรรมชาติของภาษา ทางที่ดีควรเรียนทั้งสองแบบผสมกัน