Future Tense ภาษาอังกฤษ: วิธีใช้พูดถึงอนาคตอย่างถูกต้อง ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิด
การพูดถึงอนาคตในภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่การเติม will หรือ be going to เข้าไปในประโยคเท่านั้น แต่ยังมีรายละเอียดอีกมากที่คนไทยมักมองข้าม จนทำให้สื่อสารกับชาวต่างชาติแล้วความหมายเพี้ยนไปโดยไม่รู้ตัว บางครั้งเราพูดถึงแผนการที่วางไว้ล่วงหน้า แต่กลับใช้โครงสร้างผิด ทำให้ฟังดูเหมือนเพิ่งตัดสินใจตอนพูด ซึ่งสร้างความสับสนให้ผู้ฟังได้ไม่น้อย บทความนี้จะพาไปดูว่า Future Tense แต่ละแบบใช้ต่างกันอย่างไร พร้อมเทคนิคที่ได้จากการสอนจริงในห้องเรียนว่าเราจะเลือกใช้อย่างไรให้ถูกสถานการณ์
ทำไม future tense ถึงเป็นมากกว่าแค่ will และ be going to
หลายคนเข้าใจว่า Future Tense ในภาษาอังกฤษมีแค่สองแบบคือ will กับ be going to ซึ่งจริงๆ แล้วยังมี present continuous และ present simple ที่ใช้พูดถึงอนาคตได้เช่นกัน การเลือกใช้แต่ละแบบขึ้นอยู่กับระดับความแน่นอนของแผน การตัดสินใจ ณ ขณะพูด และแม้กระทั่งตารางเวลาที่กำหนดไว้แล้ว
จากประสบการณ์ที่สอนนักเรียนไทยมาโดยตลอด ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือนักเรียนมักจำได้ว่า will ใช้กับอนาคต แต่ไม่รู้ว่าการใช้ will ในบางบริบทฟังดูเหมือนการตัดสินใจทันทีทันใด ไม่ใช่แผนที่เตรียมไว้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพูดว่า I will travel to Chiang Mai next month ฟังดูเหมือนเพิ่งตัดสินใจจะไปเชียงใหม่ตอนพูด ซึ่งถ้าคนฟังเป็นเจ้าของภาษาจะรู้สึกได้ถึงความไม่แน่นอนในแผน
ระดับความแน่นอนของแผนการในอนาคตที่คนไทยไม่ค่อยเข้าใจ
ภาษาอังกฤษให้ความสำคัญกับระดับความแน่นอนของแผนมากกว่าภาษาไทย ถ้าเรามีตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราควรใช้ be going to หรือ present continuous มากกว่าใช้ will เพราะมันแสดงให้เห็นว่าแผนนั้นมั่นคงและเตรียมการมาแล้วระดับหนึ่ง
ข้อมูลจาก British Council ระบุว่า present continuous ใช้กับแผนการที่จัดเตรียมไว้แล้วอย่างแน่นอน เช่น I am meeting my client tomorrow morning ซึ่งเป็นการนัดหมายที่ชัดเจน ในขณะที่ be going to ใช้กับความตั้งใจหรือแผนที่คิดไว้แล้วแต่ยังไม่ลงรายละเอียด เช่น I am going to start a new job next month
ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับคนไทยที่ทำงานในบริษัทต่างชาติหรือต้องสื่อสารกับชาวต่างชาติ เพราะการใช้ tense ผิดระดับความแน่นอนอาจทำให้ดูเหมือนไม่จริงจังกับงานหรือแผนที่นำเสนอ
โครงสร้าง Future Tense ทั้ง 4 แบบที่ต้องรู้จักให้ครบ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูโครงสร้างทั้ง 4 แบบที่ใช้พูดถึงอนาคต พร้อมตัวอย่างการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างเป็นรูปธรรม
| โครงสร้าง | วิธีใช้ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| Will + กริยาช่องที่ 1 | การคาดการณ์ พยากรณ์ หรือตัดสินใจทันที ณ ขณะพูด | I think it will rain tomorrow. |
| Be going to + กริยาช่องที่ 1 | ความตั้งใจหรือแผนที่คิดไว้ก่อนแล้ว รวมถึงการคาดการณ์จากหลักฐานที่เห็น | She is going to have a baby. |
| Present Continuous (is/am/are + V.ing) | แผนการที่จัดเตรียมไว้แล้ว มักมีเวลาและสถานที่ชัดเจน | We are flying to Phuket on Friday. |
| Present Simple | ตารางเวลา กำหนดการที่แน่นอน เช่น รถไฟ ตารางเรียน | The train leaves at 6 p.m. |
การที่เราสอนเรื่องนี้ในคอร์สเรียนตัวต่อตัว นักเรียนหลายคนเริ่มเข้าใจมากขึ้นเมื่อเห็นตัวอย่างจริงจากชีวิตประจำวัน เช่น การพูดถึงกำหนดการเดินทาง หรือการนัดหมายสำคัญ ซึ่งแตกต่างจากการท่องจำกฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียว
การใช้ will กับการคาดการณ์ที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน
will มักใช้กับการคาดการณ์ที่อาศัยความรู้สึกส่วนตัวหรือความคิดเห็น ไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนรองรับ ตัวอย่างเช่น I think the economy will recover next year เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว ไม่ได้มีข้อมูลยืนยันแน่นอนว่ามันจะเกิดขึ้นจริง
ในทางกลับกัน ถ้าเราพูดว่า Look at those dark clouds. It is going to rain เรากำลังใช้หลักฐานที่มองเห็นได้คือเมฆดำเพื่อคาดการณ์สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งการใช้ be going to ในบริบทนี้ฟังดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการใช้ will
ความแตกต่างแบบนี้ละเอียดอ่อนมาก แต่ส่งผลต่อความหมายอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นสิ่งที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษชาวไทยส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการสอนในห้องเรียนปกติ
ข้อผิดพลาดยอดฮิตของคนไทยในการใช้ Future Tense
จากการสอนนักเรียนไทยหลายร้อยคนทั่วประเทศ ปัญหาที่พบซ้ำๆ มีอยู่ 5 รูปแบบหลักๆ ที่ควรแก้ไขให้ถูกต้อง เพราะมันส่งผลต่อการสื่อสารจริงในที่ทำงานและการสอบวัดระดับต่างๆ เช่น TOEIC หรือ IELTS
ใช้ will กับทุกสถานการณ์ในอนาคต
คนไทยส่วนใหญ่ติดนิสัยเติม will เข้าไปทุกครั้งเมื่อพูดถึงอนาคต ไม่ว่าจะเป็นแผนที่วางไว้แล้วหรือการตัดสินใจกะทันหัน ซึ่งทำให้ฟังดูไม่เป็นธรรมชาติและผิดบริบทในการใช้งานจริง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ นักเรียนมักพูดว่า I will go to Bangkok next week ทั้งที่จริงแล้วพวกเขาซื้อตั๋วรถทัวร์และจองที่พักเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในกรณีนี้ควรพูดว่า I am going to Bangkok next week หรือ I am going to Bangkok next week เพื่อแสดงว่าเป็นแผนที่เตรียมไว้แล้ว
การพูดแบบนี้ฟังดูเป็นธรรมชาติมากกว่า และเจ้าของภาษาจะเข้าใจได้ทันทีว่าเรามีแผนที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่คิดจะไปเฉยๆ
ลืมปรับรูปกริยาตามประธาน
อีกหนึ่งปัญหาที่พบเจอบ่อยคือการลืมเติม s ให้กับกริยาเมื่อประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่สามใน present simple ที่ใช้พูดถึงตารางเวลา เช่น ควรพูดว่า The meeting starts at 9 a.m. ไม่ใช่ The meeting start at 9 a.m.
แม้จะเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย แต่ในบริบททางการหรือการสอบวัดระดับภาษา การใช้แกรมม่าผิดจุดเล็กๆ แบบนี้สามารถทำให้คะแนนลดลงได้อย่างน่าเสียดาย
ใช้ present continuous กับกริยาที่ไม่สามารถใช้ต่อเนื่องได้
กริยาบางประเภท เช่น know, understand, want, like ไม่นิยมใช้ในรูป continuous แม้แต่กับอนาคต ดังนั้นเราควรพูดว่า I will know the result tomorrow ไม่ใช่ I am knowing the result tomorrow
จุดนี้เป็นอีกหนึ่งจุดที่คนไทยมักพลาดเพราะไปเทียบโครงสร้างกับภาษาไทยที่สามารถเติมกำลังได้กับทุกกริยา
เทคนิคการเลือกใช้ Future Tense ให้เหมาะสมกับบริบทการทำงาน
ในบริบทการทำงานจริง การเลือกใช้ future tense ที่เหมาะสมสามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากในการสื่อสารกับหัวหน้าชาวต่างชาติหรือลูกค้าต่างประเทศ การใช้ tense ที่ผิดอาจทำให้ดูไม่มีประสบการณ์หรือไม่จริงจังกับงาน
จากการสังเกตนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานในบริษัทข้ามชาติ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการสื่อสารมักมีความเข้าใจเรื่องระดับความแน่นอนของแผนเป็นอย่างดี พวกเขาจะใช้ present continuous เมื่อพูดถึงการประชุมที่กำหนดวันเวลาชัดเจนแล้ว ใช้ be going to เมื่อพูดถึงโปรเจกต์ที่กำลังจะเริ่ม และใช้ will เมื่อพูดถึงการคาดการณ์หรือความเป็นไปได้ในอนาคต
สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะด้านนี้เพิ่มเติม การเรียนตัวต่อตัวกับเจ้าของภาษาหรือผู้สอนที่มีประสบการณ์จะช่วยให้เห็นข้อผิดพลาดของตัวเองได้เร็วขึ้น เพราะสามารถแก้ไขได้ทันทีในขณะที่พูด ไม่ใช่เรียนเป็นกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีโอกาสได้พูดเยอะ
ตัวอย่างการใช้งานจริงในที่ทำงาน
ลองจินตนาการว่าเรากำลังนำเสนองานให้ผู้บริหารฟัง ถ้าเราพูดว่า We will launch the new product next month ผู้ฟังอาจตีความได้ว่าเรายังไม่ได้วางแผนรายละเอียดอะไรเลย แค่คาดการณ์คร่าวๆ
แต่ถ้าเราพูดว่า We are launching the new product next month เรากำลังสื่อสารว่าแผนพร้อมแล้ว มีกำหนดการชัดเจน ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว ซึ่งให้ความรู้สึกมั่นใจและเป็นมืออาชีพมากกว่า
ความแตกต่างเล็กน้อยแบบนี้แหละที่ทำให้การสื่อสารภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพต่างกันอย่างมาก และเป็นสิ่งที่เรามักไม่ได้เรียนรู้จากหนังสือเรียนทั่วไป
Future Tense กับการสอบ TOEIC และการสอบวัดระดับอื่นๆ
ในการสอบ TOEIC ส่วนของการฟังและการอ่าน มักมีคำถามเกี่ยวกับ future tense แฝงอยู่เสมอ โดยเฉพาะในส่วนของการสนทนาทางธุรกิจ การประกาศ หรือตารางเวลา การเข้าใจ nuance ของแต่ละรูปแบบจะช่วยให้ตอบคำถามได้แม่นยำขึ้น
นักเรียนที่เตรียมตัวสอบ TOEIC มักพบว่าส่วนที่ยากที่สุดคือการแยกแยะว่าเหตุการณ์ใดเป็นแผนการที่แน่นอน เหตุการณ์ใดเป็นการคาดการณ์ และเหตุการณ์ใดเป็นกำหนดการที่ตายตัว ซึ่งแต่ละแบบใช้โครงสร้างต่างกัน
จากสถิติของ ETS ผู้จัดสอบ TOEIC พบว่าผู้เข้าสอบชาวไทยมีคะแนนเฉลี่ยในส่วนการฟังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจเป็นเพราะความไม่คุ้นเคยกับบริบทการสื่อสารในสถานการณ์ทำงานจริง รวมถึงการฟังรายละเอียดปลีกย่อยทางไวยากรณ์ที่บ่งบอกความหมายต่างกัน
สำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวสอบและต้องการพัฒนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง การทำแบบฝึกหัดเยอะๆ และการฟังบทสนทนาภาษาอังกฤษในบริบทธุรกิจจะช่วยได้มาก แต่การมีผู้สอนคอยชี้แนะจุดผิดพลาดจะช่วยให้เห็นพัฒนาการได้เร็วยิ่งขึ้น
วิธีฝึกใช้ Future Tense ให้คล่องด้วยตัวเองที่บ้าน
การฝึกใช้ future tense ให้คล่องไม่จำเป็นต้องนั่งท่องตำราไวยากรณ์ทั้งวัน แต่สามารถฝึกจากกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆ โดยการเล่าแผนการของตัวเองเป็นภาษาอังกฤษทุกเช้า เช่น วันนี้จะไปทำงาน ไปประชุมตอนบ่าย ไปออกกำลังกายตอนเย็น เป็นต้น
การฝึกแบบนี้ช่วยให้สมองคุ้นเคยกับการเลือกใช้โครงสร้างที่เหมาะสมกับระดับความแน่นอนของแผนโดยอัตโนมัติ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้จริงในสถานการณ์สำคัญ จะสามารถเลือกใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องคิดนาน
อีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีคือการเขียนไดอารี่สั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับแผนการในสัปดาห์หน้า โดยบังคับตัวเองให้ใช้ทั้ง 4 โครงสร้างให้ครบ เพื่อฝึกการแยกแยะความแตกต่างอย่างมีสติ
นอกจากนี้ การดูซีรีส์หรือภาพยนตร์ภาษาอังกฤษแบบมีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษก็ช่วยได้มาก เพราะเราจะได้เห็นตัวอย่างการใช้จริงในบริบทที่หลากหลาย และค่อยๆ ซึมซับความรู้สึกของแต่ละโครงสร้างได้โดยไม่ต้องท่องจำ
ความแตกต่างระหว่างภาษาอังกฤษแบบอเมริกันและอังกฤษในการใช้ Future Tense
แม้โครงสร้างหลักจะเหมือนกัน แต่ในการใช้งานจริงมีความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างภาษาอังกฤษแบบอเมริกันและแบบอังกฤษที่ควรรู้ไว้ โดยเฉพาะถ้าต้องสื่อสารกับคนหลากหลายชาติ
ผู้พูดภาษาอังกฤษแบบอังกฤษมักใช้ shall ในบางบริบท เช่น การเสนอความช่วยเหลือหรือข้อเสนอแนะ เช่น Shall I open the window? ในขณะที่ผู้พูดแบบอเมริกันแทบไม่ใช้ shall ในชีวิตประจำวันแล้ว ยกเว้นในบริบททางการมากๆ
นอกจากนี้ ผู้พูดแบบอังกฤษมีแนวโน้มที่จะใช้ present perfect เพื่อพูดถึงอนาคตในบางบริบท เช่น เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์อื่นในอนาคต ซึ่งในแบบอเมริกันอาจใช้โครงสร้างที่ต่างออกไป
สำหรับผู้เรียนชาวไทยที่ต้องสอบวัดระดับหรือทำงานกับชาวต่างชาติ ควรเลือกเรียนรู้สำเนียงหลักเพียงแบบเดียวให้ชำนาญก่อน แล้วค่อยศึกษาเพิ่มเติมในภายหลัง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการใช้งาน
สรุปสิ่งที่ต้องจำเกี่ยวกับ Future Tense ฉบับเข้าใจง่าย
การพูดถึงอนาคตในภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในบริบทและระดับความแน่นอนของแผนการ สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกฝนและสังเกตการใช้งานจริงจากสื่อต่างๆ รวมถึงการลงมือใช้จริงในชีวิตประจำวัน
สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานหรือการสอบ การมีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำและแก้ไขข้อผิดพลาดเป็นรายบุคคลจะช่วยให้พัฒนาได้เร็วขึ้นมากกว่าการเรียนด้วยตัวเอง หรือหากสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษในบริบทต่างๆ ก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ
ท้ายที่สุดนี้ การใช้ future tense ให้ถูกต้องไม่ใช่แค่การทำข้อสอบได้คะแนนดีเท่านั้น แต่ยังช่วยให้การสื่อสารในชีวิตจริงมีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และลดความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก ลองเริ่มฝึกใช้ให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ แล้วคุณจะเห็นความแตกต่างในการสื่อสารภาษาอังกฤษของคุณอย่างชัดเจน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Future Tense
จะรู้ได้อย่างไรว่าควรใช้ will หรือ be going to
ให้สังเกตว่าเป็นแผนที่วางไว้ก่อนแล้วหรือตัดสินใจตอนพูด ถ้าวางแผนไว้แล้วใช้ be going to ถ้าตัดสินใจกะทันหันหรือคาดการณ์ใช้ will
ใช้ present continuous พูดถึงอนาคตได้จริงหรือไม่
ได้จริง โดยเฉพาะกับแผนการที่มีกำหนดเวลาชัดเจน เช่น การประชุม การเดินทางที่จองตั๋วแล้ว หรือการนัดหมายต่างๆ
ทำไมบางครั้งเจ้าของภาษาใช้ present simple พูดถึงอนาคต
ใช้กับตารางเวลาที่แน่นอน เช่น ตารางรถไฟ ตารางเรียน ตารางออกอากาศ ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ
มีวิธีจำง่ายๆ ไหมว่าโครงสร้างไหนใช้กับสถานการณ์แบบไหน
จำง่ายๆ ว่า will = คาดการณ์/ตัดสินใจตอนพูด, be going to = ตั้งใจ/มีหลักฐาน, present continuous = แผนแน่นอน, present simple = ตารางเวลา
การเลือกใช้ future tense ผิดส่งผลต่อคะแนน TOEIC มากแค่ไหน
ส่งผลโดยตรงกับส่วน listening และ reading เพราะมีคำถามที่ทดสอบความเข้าใจในบริบทของการสื่อสาร ซึ่งการใช้ tense ผิดจะทำให้เลือกคำตอบผิดได้
มีวิธีฝึกใช้ future tense ให้คล่องโดยไม่ต้องเรียนไหม
ได้ โดยการฝึกเล่าแผนการประจำวันเป็นภาษาอังกฤษทุกวัน เขียนไดอารี่สั้นๆ หรือดูซีรีส์ที่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษเพื่อซึมซับการใช้งานจริง